
อินโดฯ ก้าวสู่มหาอำนาจปูนซีเมนต์ในเออีซี
เดิมในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ไทยนับเป็นมหาอำนาจในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดและมีกำลังผลิตมากที่สุด แต่ต่อมาได้กลายเป็นอันดับ 2 เนื่องจากถูกเวียดนามแซงขึ้นเป็นอันดับ 1 และล่าสุดอินโดนีเซียได้ก้าวกระโดดมาเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในอาเซียนนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา
เดิมในช่วงก่อนวิกฤตเศรษฐกิจปี 2540 ไทยนับเป็นมหาอำนาจในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียน ทั้งเป็นตลาดใหญ่ที่สุดและมีกำลังผลิตมากที่สุด แต่ต่อมาได้กลายเป็นอันดับ 2 เนื่องจากถูกเวียดนามแซงขึ้นเป็นอันดับ 1 และล่าสุดอินโดนีเซียได้ก้าวกระโดดมาเป็นมหาอำนาจอันดับ 1 อุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในอาเซียนนับตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา
เดิมไทยนับเป็นมหาอำนาจในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ในภูมิภาคอาเซียน โดยกำลังผลิตของไทยได้ก้าวกระโดดสู่ระดับ 56 ล้านตัน/ปี ในปี 2542 แต่เมื่อต้องเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจฟองสบู่ปี 2540 ทำให้อุปสงค์ลดลงมาก ส่งผลทำให้กำลังผลิตเกินความต้องการมากมาย ทำให้ไม่มีการลงทุนเพิ่ม กำลังผลิตทรงตัวอยู่ในระดับ 56 ล้านตัน/ปี มาจนถึงปัจจุบัน อนึ่ง บริษัท ทีพีไอ โพลีน เพิ่งประกาศแผนในเดือน มี.ค. 2556 เกี่ยวกับการลงทุนก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์แห่งใหม่ขนาด 4.5 ล้านตัน/ปี ซึ่งจะเป็นโรงงานแห่งแรกของประเทศไทยที่ก่อสร้างขึ้นภายหลังวิกฤตเศรษฐกิจครั้งนั้น ซึ่งจะทำให้กำลังผลิตปูนซีเมนต์ของไทยในอนาคตเพิ่มขึ้นเป็น 40.5 ล้านตัน/ปี
ขณะที่เวียดนาม ซึ่งเป็นเสือเศรษฐกิจตัวใหม่ของอาเซียน ซึ่งเดิมเมื่อประมาณ 20 ปีมาแล้ว เวียดนามผลิตปูนซีเมนต์น้อยมาก แต่อุปสงค์ต่อปูนซีเมนต์ในเวียดนามได้เติบโตอย่างรวดเร็ว ทำให้มีการลงทุนจำนวนมากในการก่อสร้างโรงงานปูนซีเมนต์ ทำให้ปัจจุบันมีกำลังผลิตมากถึง 75 ล้านตัน/ปี แซงไทยขึ้นเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน
ล่าสุดในปี 2555 อินโดนีเซียได้เพิ่มกำลังผลิตขึ้นเป็น 57 ล้านตัน/ปี เฉือนเอาชนะไทยกลายเป็นประเทศที่มีกำลังผลิตปูนซีเมนต์ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของเซียน ขณะที่ไทยหล่นเป็นอันดับ 3 และคาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า คาดว่ากำลังผลิตของอินโดนีเซียจะเป็นระดับเกินกว่า 100 ล้านตัน/ปี แซงหน้าเวียดนามกลายเป็นประเทศที่มีกำลังผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่ที่สุดในอาเซียน
สำหรับในด้านอุปสงค์ต่อปูนซีเมนต์ เดิมเวียดนามเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน โดยในปี 2554 มีอุปสงค์ 49 ล้านตัน ส่วนอินโดนีเซียเป็นอันดับ 2 ปริมาณ 48 ล้านตัน ขณะที่ไทยเป็นอันดับ 3 อุปสงค์เพียง 31 ล้านตันเท่านั้น แต่ล่าสุดปี 2555 อุปสงค์ต่อปูนซีเมนต์ของอินโดนีเซียเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเป็น 55 ล้านตัน ก้าวขึ้นเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในอาเซียน ขณะที่เวียดนามหล่นเป็นอันดับ 2 ที่ระดับ 45.5 ล้านตัน ส่วนไทยยังครองอันดับ 3 อย่างเหนียวแน่นที่ระดับ 34 ล้านตัน
อินโดนีเซียก้าวขึ้นเป็นอันดับ 1 ไม่เฉพาะอุปสงค์ภายในประเทศเท่านั้น โดยบริษัท Semen Indonesia เป็นรัฐวิสาหกิจของอินโดนีเซีย โดยรัฐบาลถือหุ้น 51% ซึ่งเดิมเป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่อันดับ 2 ของอาเซียน รองจากกลุ่ม SCG ของไทย ได้ซื้อหุ้นใหญ่ 70% มูลค่า 157 ล้านเหรียญสหรัฐ ในบริษัทผลิตปูนซีเมนต์ Thang Long Cement ของเวียดนาม ซึ่งมีกำลังผลิต 2.3 ล้านตัน/ปี ทำให้กำลังผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 25 ล้านตัน เมื่อสิ้นปี 2555 ทำให้แซงหน้าเครือ SCG ซึ่งมีกำลังผลิต 34 ล้านตัน/ปี ทำให้กลายเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ที่สุดของอาเซียน
ยิ่งไปกว่านั้น บริษัท Indocement Tunggal Perkasa ของอินโดนีเซีย ซึ่งมีผู้ถือหุ้นใหญ่ คือ Hidelberger ของเยอรมนี ซึ่งเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของโลกในอุตสาหกรรมปูนซีเมนต์ กำหนดจะลงทุนเพื่อเพิ่มกำลังผลิตอย่างก้าวกระโดดจาก 18.6 ล้านตัน/ปี ในปี 2555 เป็น 25 ล้านตัน/ปี ในปี 2558 โดยโครงการขนาด 1.9 ล้านตัน/ปี จะก่อสร้างแล้วเสร็จในปี 2556 ทำให้กำลังผลิตเพิ่มเป็น 20.5 ล้านตัน/ปี และอีกโรงงานขนาดกำลังผลิต4.4 ล้านตัน จะแล้วเสร็จปี 2558 จะเพิ่มกำลังผลิตเป็น 24.9 ล้านตัน/ปี
ขณะที่เครือ SCG ที่มีแผนจะเพิ่มกำลังผลิตจากระดับ 24 ล้านตัน/ปี ในปี 2555 เป็น 26.7 ล้านตัน/ปีในปี 2558 โดยลงทุนขยายกำลังผลิตที่โรงงานกัมปอตที่กัมพูชาอีก 0.9 ล้านตัน/ปี และก่อสร้างโรงงานแห่งใหม่ที่อินโดนีเซียอีก 1.8 ล้านตัน/ปี ทั้งนี้คาดว่าอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บริษัท Indocement Tunggal Perkasa น่าจะแซงเครือ SCG เป็นผู้ผลิตปูนซีเมนต์รายใหญ่อันดับ 2ของอาเซียน เนื่องจากมีแผนจะก่อสร้างเพิ่มเติมอีก 2 โรงงาน กำลังผลิตโรงงานละ 2.5 ล้านตัน/ปี รวมเป็น 29.5 ล้านตัน/ปี
สำหรับในอนาคตจะสมรภูมิต่อไป คือ เมียนมาร์ โดยบริษัท Semen Indonesia ได้ประกาศแล้วจะร่วมลงทุนกับนักลงทุนเมียนมาร์ในการก่อสร้างโรงงานปูนซีเมนต์มูลค่า 200 ล้านเหรียญสหรัฐ กำลังผลิต 1 ล้านตัน/ปี ขณะที่เครือ SCG ก็สนใจที่จะก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่เมียนมาร์เช่นเดียวกัน ซึ่งการแข่งขันจะทวีความเข้มข้นในอนาคต







