
ไทยเร่งเอฟทีเอกับเอฟตาหวั่นตกขบวน
“พาณิชย์” เตรียมเสนอ ครม.ไฟเขียวเจรจาเอฟทีเอไทยเอฟตา หวั่นช้าทำไทยเสียเปรียบคู่แข่งในอาเซียน
“พาณิชย์” เตรียมเสนอ ครม.ไฟเขียวเจรจาเอฟทีเอไทยเอฟตา หวั่นช้าทำไทยเสียเปรียบคู่แข่งในอาเซียน
นางพิรมล เจริญเเผ่า อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เปิดเผยว่า ขณะนี้กรมอยู่ระหว่างการเปิดรับฟังความคิดเห็นจากภาคส่วนต่างๆ เพื่อกำหนดท่าทีในการเจรจาความตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ไทยสมาคมการค้าเสรีแห่งยุโรป (เอฟตา) ซึ่งหากดำเนินการเสร็จแล้ว จะเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณา และขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามมาตรา 190 กฎหมายรัฐธรรมนูญ เพื่อเปิดการเจรจาเอฟทีเอไทยเอฟตาต่อไป
ทั้งนี้ กรมเห็นว่าไทยควรจะรีบดำเนินการเจรจาเอฟทีเอกับเอฟตา เพราะขณะนี้กลุ่มเอฟตาได้สรุปผลการเจรจาเอฟทีเอกับประเทศสิงคโปร์ สหภาพยุโรป (อียู) และเกาหลีใต้แล้ว และอยู่ระหว่างการเจรจากับอินโดนีเซีย เวียดนาม อินเดีย รัสเซีย บอสเนียเฮอร์เซโกวีนา รวมทั้งอยู่ระหว่างการหารือกับเมอร์โคซูร์และมาเลเซีย หากไทยช้าก็จะเสียโอกาสให้ประเทศคู่แข่งได้
“กลุ่มเอฟตาได้เร่งเจรจาเอฟทีเอกับหลายประเทศ โดยเฉพาะประเทศในกลุ่มอาเซียน ซึ่งหากไทยเจรจาเสร็จช้า แล้วประเทศในอาเซียนเจรจาเสร็จก่อน ก็จะใช้ประโยชน์จากการลดภาษีสินค้าไปเจาะตลาดสินค้าในกลุ่มเอฟตาได้ก่อนไทย” นางพิรมล กล่าว
สำหรับการทำเอฟทีเอกับกลุ่มเอฟตา ซึ่งประกอบด้วยสวิตเซอร์แลนด์ ลิกเตนสไตน์ นอร์เวย์ และไอซ์แลนด์ จะช่วยให้ไทยขยายการส่งออกไปยังตลาดเหล่านี้ได้เพิ่มขึ้น เพราะปัจจุบันประเทศเหล่านี้เป็นตลาดที่มีศักยภาพของไทย โดยมีการค้ากับไทยเติบโตอย่างต่อเนื่อง มูลค่าการค้าเฉลี่ยในช่วง 3 ปี (2553-2555) คิดเป็นมูลค่า 1.25 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งปี 2555 มีมูลค่าการค้ารวม 1.34 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ที่สำคัญเป็นตลาดที่มีกำลังซื้อสูง สามารถทดแทนตลาดส่งออกหลักที่ชะลอตัวได้
อย่างไรก็ตาม กรอบการเจรจาจะมีการเจรจาเปิดตลาดสินค้า โดยเน้นสินค้าเกษตรพื้นฐาน เกษตรแปรรูป ประมงและอุตสาหกรรม การเปิดตลาดการค้าบริการ และการลงทุน รวมทั้งเจรจาในเรื่องกฎว่าด้วยแหล่งกำเนิดสินค้า มาตรการทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี มาตรการปกป้องทางการค้า การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา นโยบายการแข่งขัน การจัดซื้อจัดจ้างโดยรัฐ กลไกยุติข้อพิพาท และการพัฒนาอย่างยั่งยืน
ปัจจุบันกลุ่มเอฟตามีประชากรรวม 13.3 ล้านคน มีจีดีพี 1.14 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ รายได้เฉลี่ยต่อหัว 7.69 หมื่นเหรียญสหรัฐต่อปี มีศักยภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจสูงเป็นอันดับต้นๆ ของโลก เป็นกลุ่มผู้ค้าสินค้าอันดับที่ 11 และค้าบริการอันดับที่ 7 ของโลก และเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับที่ 3 ของโลก







