
เงินพลาสติก
ทุกวันนี้เรากำลังเคลื่อนสู่ยุคเงินพลาสติกครองโลก เห็นได้จากผู้คนต่างพกบัตรเครดิตแทนที่จะพกเงินสดติดตัวมากๆ เหมือนเมื่อก่อน ขณะที่อีกหลายคนมีบัตรเครดิตติดกระเป๋ามากกว่า 1 ใบ
ทุกวันนี้เรากำลังเคลื่อนสู่ยุคเงินพลาสติกครองโลก เห็นได้จากผู้คนต่างพกบัตรเครดิตแทนที่จะพกเงินสดติดตัวมากๆ เหมือนเมื่อก่อน ขณะที่อีกหลายคนมีบัตรเครดิตติดกระเป๋ามากกว่า 1 ใบ
ชาวมาเลเซียก็อยู่ในกระแสนี้เช่นกัน แม้เศรษฐกิจแดนเสือเหลืองมีแนวโน้มจะเติบโตในทางบวกต่อเนื่อง แต่ประชาชนจำนวนไม่น้อยกลับต้องกระเบียดกระเสียรเพื่อให้มีเงินเหลือออมในกระปุกออมสิน รวมถึงจ่ายหนี้ก้อนโต ทั้งๆ ที่รัฐบาลมาเลเซียจำกัดอัตราหนี้ให้อยู่ต่ำกว่า 55%
มาเลเซียกำลังเตรียมจัดการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในอีกไม่กี่เดือนนี้ หลังจากนายกรัฐมนตรี นาจิบ ราซัค เพิ่งประกาศยุบสภา ผู้คนต่างคาดหวังถึงเศรษฐกิจที่สดใสเรืองรอง ขณะที่นักเศรษฐศาสตร์บางรายแสดงความกังวลเกี่ยวกับหนี้ภาคครัวเรือนในมาเลเซียที่โป่งขึ้นมาก โดยในปีที่แล้วมีสัดส่วนอยู่ที่ 80.5% ของจีดีพี ซึ่งปัจจัยหลักที่หนุนให้ตัวเลขอยู่ในระดับสูงเช่นนี้มาจากหนี้บัตรเครดิตและสินเชื่อส่วนบุคคล
“ดร.ซาคาเรียห์ อับดุล ราชิด” ผู้อำนวยการบริหารสถาบันวิจัยเศรษฐกิจมาเลเซีย (MIER) อธิบายถึงสาเหตุของหนี้ภาคครัวเรือนที่พุ่งขึ้นมากว่า เป็นเพราะภาคครัวเรือนมาเลเซียกระตือรือร้นที่จะกู้เงินมากขึ้น ส่งผลให้สัดส่วนหนี้ภาคครัวเรือนต่อจีดีพีของมาเลเซียสูงติดหนึ่งในอันดับต้นๆ ของภูมิภาค ซึ่งบางประเทศหนี้ส่วนนี้ทะยานเหนือระดับ 100%
หนี้ภาคครัวเรือนในมาเลเซียขยับขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 75.8% ในปี 2553 เป็น 76.6% ในปี 2554 และแตะระดับ 80.5% ในปีที่แล้ว ทำให้บรรดานักวิเคราะห์การเงินในภูมิภาคต่างจับตามอง
“โมฮาเหม็ด คาลิล จามาลดิน” หัวหน้าฝ่ายสื่อสารองค์กรของสำนักบริหารหนี้และให้คำปรึกษาด้านสินเชื่อ (AKPK) บอกว่า เหตุผลหนึ่งมาจากไลฟ์สไตล์ชาวมาเลเซียที่หล่นลงไปในกับดักหนี้เพราะการวางแผนการเงินที่ผิดพลาด
ทั้งนี้ ราว 25% ของชาวมาเลเซียที่เข้าสู่โครงการบริหารหนี้ของ AKPK ก็เข้าข่ายวางแผนการเงินผิดพลาด ซึ่งรวมถึงการใช้จ่ายเงินเกินตัว และไม่สามารถจ่ายหนี้ขั้นต่ำในแต่ละเดือนได้
ซาแมนธา ฟอง นามสมมติของผู้ประกอบการด้านออกแบบและโฆษณา ที่กลายเป็นลูกหนี้ที่มีหนี้สินล้นพ้นตัว บอกว่า เธอและสามีก่อหนี้ราวๆ ปีละ 12 หมื่นริงกิต ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เนื่องจากธุรกิจของพวกเขาประสบชะตากรรมขาดทุนอย่างหนัก
รายได้ครัวเรือนของฟองที่อยู่ระหว่าง 5,0006,000 ริงกิตต่อเดือน ทำให้เธอมีความสามารถชำระหนี้บัตรเครดิต 2 ใบ แค่ประมาณ 600 ริงกิตต่อเดือน ขณะที่สามีสามารถจ่ายหนี้ได้ 300800 ริงกิตต่อเดือน ขึ้นอยู่กับรายได้ในแต่ละเดือน
ส่วนคุณแม่ลูกหนึ่งอีกรายที่ไม่ขอบอกชื่อจริง ต้องแบกหนี้บัตรเครดิตประมาณ 1 หมื่นริงกิต หลังจากต้องใช้จ่ายเงินเกือบ 8,000 ริงกิต ตอนที่ย้ายจากยะโฮร์ไปเช่าคอนโดมิเนียมในย่านคินรารา เมืองเปตาลิงจายา
เธอบอกว่า ต้องจ่ายมัดจำ บวกด้วยค่าเฟอร์นิเจอร์ทั้งหมด และที่ต้องใช้บัตรเครดิตรูดจ่ายก็เพราะไม่มีเงินสดติดตัว
ตอนนี้เธอจึงไม่สามารถบริหารจัดการให้หนี้ลดลงได้ ทำได้แค่ชำระหนี้ขั้นต่ำ 500 ริงกิตต่อเดือน จากเงินเดือนที่ได้ 5,500 ริงกิต แม้จะรู้ทั้งรู้ว่าการชำระหนี้ขั้นต่ำเช่นนี้ต้องจ่ายดอกเบี้ยในอัตรา 7% ก็ตาม
ดร.ซาคาเรียห์ ชี้นิ้วกล่าวโทษการปล่อยกู้ที่ทำได้อย่างสะดวก ส่งผลให้ชาวมาเลเซียเป็นหนี้กันมาก เพราะหากแบงก์ไม่โหมปล่อยเงินกู้ แบงก์ก็จะไม่มีรายได้
ก่อนหน้านี้ไม่นาน มีชาวมาเลเซีย 5 คน ถูกฟ้องร้องฐานฉ้อโกงธนาคารอะโกร แบงก์ เป็นเงิน 2.75 แสนริงกิต จากการยื่นขอสินเชื่อส่วนบุคคล
แม้ว่าแบงก์ชาติมาเลเซียจะพยายามสกัดหนี้บัตรเครดิตที่พุ่งขึ้น ด้วยการกำหนดรายได้ขั้นต่ำของผู้ที่จะถือครองบัตรเครดิตให้สูงขึ้น จาก 1.8 หมื่นริงกิต เป็น 2.4 หมื่นริงกิตต่อปี
อีกทั้งยังจำกัดวงเงินสูงสุดอยู่ที่ 2 เท่าของเงินเดือนเจ้าของบัตรเครดิต สำหรับลูกค้าที่มีรายได้ต่ำกว่า 3.6 หมื่นริงกิตต่อปี
ทว่า ก็ยังมีช่องให้คนร้อนเงินเป็นหนี้ได้จากการขอกู้สถาบันการเงินที่ไม่ใช่แบงก์ ซึ่งข้อกำหนดของแบงก์ชาติไม่ครอบคลุม ทำให้สัดส่วนการเป็นหนี้ส่วนบุคคลผ่านช่องทางนี้เพิ่มขึ้น และสร้างความเสี่ยงให้กับมาเลเซีย หากลูกหนี้ผิดนัดชำระหนี้มากขึ้น







