
ผู้ดีชี้เจาะตลาดมะกันยากสุด
รายย่อยค้าปลีกบ่นอุบข้อบังคับเพียบแห่ลงทุนแอฟริกาใต้รับตลาดโตเร็ว
รายย่อยค้าปลีกบ่นอุบข้อบังคับเพียบแห่ลงทุนแอฟริกาใต้รับตลาดโตเร็ว
ผู้ค้าปลีกรายย่อยอังกฤษ เผยเจาะตลาดสหรัฐยากสุด เอเชียรั้งที่ 3 เหตุกฎข้อบังคับเพียบ
ธนาคารบาร์เคลย์ส ธนาคารชั้นนำของอังกฤษเปิดเผยผลสำรวจล่าสุดพบว่า ผู้ประกอบการค้าปลีกขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ในประเทศถึง 46% มองว่า สหรัฐเป็นตลาดที่เข้าถึงได้ยากที่สุดอันดับ 1 สำหรับธุรกิจรายย่อยในอังกฤษ ขณะที่ตลาดจีนเข้าถึงยากตามมาเป็นอันดับ 2 และตลาดในภูมิภาคเอเชียรั้งที่ 3
ผลสำรวจพบว่าผู้ค้าปลีกรายย่อยอังกฤษเผชิญอุปสรรคในด้านต่างๆ ในการขยายกิจการไปยังตลาดต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการเจาะตลาดผ่านทางระบบออนไลน์ การเปิดสาขาใหม่ หรือแม้แต่การเปิดกิจการร่วมค้าในตลาดสหรัฐมากที่สุด ถึงแม้ว่าในปัจจุบันการเจาะตลาดผ่านระบบออนไลน์ ที่ช่วยลดต้นทุนเข้ามามีบทบาทมากขึ้น รวมถึงผู้ประกอบการในอังกฤษ มีข้อได้เปรียบเกี่ยวกับปัจจัยด้านวัฒนธรรมพื้นฐานและอิทธิพลของค่านิยมของผู้บริโภคชาวอังกฤษและชาวอเมริกันมีความคล้ายคลึงกันก็ตาม
ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการแดนผู้ดีราว 33% ยอมรับว่า ต้องเสียเวลาดำเนินตามกฎข้อบังคับจำนวนมาก เมื่อวางแผนเปิดสาขาใหม่ในจีน โดยที่อีก 19% ระบุว่า เจอปัญหาในลักษณะเดียวกันกับที่เกิดขึ้นในจีน เมื่อต้องขยายกิจการไปในเอเชีย
ผลสำรวจพบอีกว่า ผู้ค้าปลีกรายย่อยราว 23% เลือกขยายกิจการในตลาดต่างประเทศในช่วงอีก 5 ปีข้างหน้า ไปยังเยอรมนีเป็นประเทศแรก ตามด้วยจีนและออสเตรเลีย ตลอดจนมีแนวโน้มขยายกิจการไปยังแอฟริกาใต้ มากขึ้นแทนที่ตลาดกำลังพัฒนาในเอเชียและอเมริกาใต้ โดยให้เหตุผลว่าตลาดในแอฟริกาเริ่มมีอำนาจซื้อเพิ่มขึ้นจากการขยายของกลุ่มชนชั้นกลาง ซึ่งถือเป็นโอกาสแห่งใหม่ของรายย่อยในอังกฤษ
ในปัจจุบันผู้ประกอบการค้าปลีกในอังกฤษ มีแนวโน้มขยายกิจการไปต่างประเทศมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากตลาดค้าปลีกในต่างประเทศ มีแนวโน้มสดใสมากกว่า
สำหรับยอดการเติบโตด้านธุรกิจค้าปลีกในอังกฤษ ในช่วงปี 2555-2559 มีแนวโน้มขยายตัวราว 11.5% ที่ 3.45 แสนเหรียญสหรัฐ ซึ่งนับว่าซบเซา เมื่อเทียบกับแนวโน้มธุรกิจค้าปลีกในสหรัฐที่จะขยายตัวถึง 17.5% แตะ 2.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ เช่นเดียวกับตลาดค้าปลีกในจีนที่มีแนวโน้มเติบโตสูงถึง 85% ทุบสถิติสูงสุดในโลกที่ 3.6 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ ภายในปี 2559







