
เชื่อมั่นผู้บริโภคพุ่งรอบ 7 ปี ลงทุนรัฐหนุน ชี้บาทแข็งจุดเสี่ยง
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
ภาวะเศรษฐกิจไทยที่ฟื้นตัว และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งให้ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน มี.ค. พุ่งสูงสุดในรอบ 7 ปี นับแต่ปี 2548 อยู่ที่ระดับ 84.8 แต่ความกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็ว ก็ยังเป็นจุดเสี่ยงที่อาจกระทต่อภาวะเศรษฐกิจและการใช้จ่ายของประชาชน
ธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ผลสำรวจดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคประจำเดือน มี.ค. 2556 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาอยู่ระดับ 84.8 จากระดับ 84 ในเดือน ก.พ. ถือเป็นการปรับตัวสูงที่สุดในรอบ 7 ปี หรือ 85 เดือน ตั้งแต่เดือน มี.ค. 2548 ก่อนเกิดรัฐประหาร โดยมีเหตุผลสำคัญคือ การบริโภคภาคประชาชนขยายตัวดีขึ้นเป็นลำดับจากรายได้ที่เพิ่มขึ้นอันเนื่องมาจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย รวมถึงนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท นโยบายการจำนำข้าว การปรับโครงสร้างภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาและนิติบุคคล และนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ
ปัจจัยบวกที่มีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภค ได้แก่ ระดับราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง ในโดยเฉพาะน้ำมันเบนซิน 95 ปรับตัวลดลงประมาณ 2 บาทต่อลิตร ขณะที่ราคาน้ำมันดีเซลยังคงทรงตัวจากเดือนที่ผ่านมา การปรับตัวเพิ่มขึ้นของรวมทั้งดัชนีตลาดหุ้นในเดือน มี.ค. เงินบาท ที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่ามีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าประเทศโดยสุทธิ ร่าง พ.ร.บ. ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมขนส่งของประเทศ วงเงิน 2 ล้านล้านบาท และการปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาททั่วประเทศ
“ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคโดยรวมชี้ให้เห็นว่าเศรษฐกิจไทยปรับตัวเข้าสู่ความโดดเด่น โดยคนมองว่าเศรษฐกิจไทยจะเติบโตเนื่องจากการลงทุนของรัฐบาลและเศรษฐกิจโลกจะฟื้นตัว นอกจากนั้นดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคต่อสถานการณ์ในอนาคต ก็ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากระดับ 90.1 ในเดือน ก.พ. มาอยู่ที่ 90.8 ในเดือน มี.ค. ซึ่งเป็นระดับที่สูงที่สุดในรอบ 107 เดือน นับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2548” ธนวรรธน์ กล่าว
ดัชนีที่สำคัญตัวหขึ่งที่สะท้อนความเชื่อมั่นของผู้บริโภค คือดัชนีเหมาะสมในการซื้อบ้านหลังใหม่ ซึ่งปรับเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ระดับ 87.6 ปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และเป็นระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์นับตั้งแต่ทำการสำรวจมา ขณะเดียวกันดัชนีความเหมาะสมในการใช้จ่ายเพื่อการท่องเที่ยวในปัจจุบันปรับตัวดีขึ้นต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 6 และปรับตัวเกินระดับ 100 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 4 โดยดัชนีในเดือนมี.ค. มีค่าอยู่ที่ 110.0 ซึ่งเป็นระดับที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์เช่นเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ยังมีปัจจัยลบที่ส่งผลกระทบต่อค่าดัชนีในเดือน มี.ค. ได้แก่ ภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนของการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ความกังวลเกี่ยวกับสถานการณ์วิกฤตไฟฟ้า ดับในช่วงระหว่างวันที่ 514 เม.ย. 2556 ความกังวลเรื่องค่าเงินบาทที่แข็งค่าอย่างรวดเร็วซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการส่งอออก การท่องเที่ยว และการขยายตัวทางเศรษฐกิจโดยรวม ความกังวลเรื่องความไม่แน่นอนทางการเมือง ในอนาคต เนื่องจากมีข่าวจะเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตี การแก้ไขรัฐธรรมนูญ และสถานการณ์ความไม่สงบใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ความวิตกของผู้บริโภคยังเกี่ยวกับราคาสินค้าที่ยังทรงตัวในระดับสูงและค่าครองชีพกับรายได้ในปัจจุบันที่ไม่สอดคล้องกัน
พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวภายหลังเป็นประธานการประชุมคณะกรรมการร่วม 3 สถาบัน ภาคเอกชน (กกร.) ว่า ที่ประชุมได้หารือประเด็นผลกระทบของค่าเงินบาทแข็งค่าต่อภาคการส่งออก โดยเห็นร่วมกันว่าจะหารือร่วมกับกระทรวงพาณิชย์ในวันที่ 9 เม.ย.นี้ เพื่อหามาตรการลดผลกระทบดังกล่าว โดยสิ่งที่เอกชนต้องการคือให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ดูแลเงินบาทไม่ให้ผันผวนและเคลื่อนไหวสอดคล้องกับประเทศคู่แข่งหลัก 14 ประเทศ
ด้าน วัลลภ วิตนากร รองประธาน ส.อ.ท. กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกประสบปัญหาทั้งต้นทุนค่าแรงที่สูงขึ้นและค่าเงินบาทแข็งค่า และในช่วงไตรมาส 2/2556 ก็เริ่มมีปัญหาการกำหนดราคาสินค้าลำบากเพราะค่าเงินผันผวน และประเทศผู้ซื้อเศรษฐกิจก็ยังไม่แน่นอน จึงเห็นว่าไม่ว่าจะเป็น สหรัฐ ยุโรป ที่ต่างลดลดสินค้าคงคลังลง ทำให้แนวโน้มการส่งออกไตรมาส 2 อาจจะติดลบ
ส่วนทั้งปีที่กระทรวงพาณิชย์พยายามจะวางเป้าหมายการส่งออกเติบโต 89% นั้นยอมรับว่าหากค่าเงินบาทยังแข็งค่าที่นำหน้าภูมิภาคเช่นนี้ต่อไปก็ไม่ใช่เรื่องง่าย โดยสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทยได้ประมาณการการส่งออกปีนี้ เบื้องต้นโดยคาดว่าจะขยายตัวเพียง 6.9%







