posttoday
"ไวทอล ฟาร์ม" ไข่ไก่ออร์แกนิก สร้างกำไร 100 ล้าน

"ไวทอล ฟาร์ม" ไข่ไก่ออร์แกนิก สร้างกำไร 100 ล้าน

04 เมษายน 2556

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

โดย...ณัฏฐญา เมฆสมณะศักดิ์

เพราะสัตว์เศรษฐกิจอย่างไก่ มักจะถูกเลี้ยงในกรงเล็กๆ แคบๆ ที่มีชีวิตประจำวัน คือ กิน นอนหลับ และหน้าที่สำคัญ คือ ออกไข่ ซึ่งวงจรชีวิตของไก่เลี้ยงแทบจะไม่ได้ออกไปพบโลกกว้างแม้แต่น้อย

ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้ “แมทท์ โอ เฮเยอร์” เกิดความคิดที่จะ “เปลี่ยน” วิธีการเลี้ยงไก่ไข่แบบเดิมๆ จากที่ขังให้อยู่ในพื้นที่แคบๆ ด้วยการปล่อยไก่ให้ใช้ชีวิตอยู่นอกกรง เพราะเชื่อว่าไก่จะมีความสุขและจะได้ไข่ที่มีคุณภาพต่างออกไป

ธุรกิจ “ไวทอล ฟาร์ม” เริ่มต้นในรัฐเทกซัส สหรัฐ ในปี 2550 ด้วยแนวความคิดที่เลี้ยงไก่ด้วยวิธี “พาสเจอร์เรส”

วิธีการ “พาสเจอร์เรส” นี้ หมายถึงให้ไก่ทุกตัวใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ในทุ่งหญ้ากว้าง กินอาหารเพื่อสุขภาพ กินหญ้าในทุ่ง ซึ่งจะมีเพียงเวลากลางคืนและช่วงเวลาวางไข่เท่านั้นที่จะอยู่ในกรง

ไก่แต่ละตัวจะมีพื้นที่อย่างน้อย 108-500 ตารางฟุต หรือมีพื้นที่มากกว่าไก่ที่อยู่ตามฟาร์มทั่วไปถึง 50 เท่า

“ไก่มีพื้นที่เพียงพอที่จะตีปีกและมีชีวิตอยู่ตามธรรมชาติ ไก่ทุกตัวสามารถทำตัวได้เหมือนไก่จริงๆ” โอ เฮเยอร์ กล่าว

เจ้าของฟาร์มเล่าถึงอาหารที่ไก่เหล่านี้กินว่า หญ้าที่กินจะเป็นหญ้าที่มีเบตาแคโรทีนและวิตามินสูง รวมไปถึงอาหารผสมที่เต็มไปด้วยสารอาหาร ซึ่งได้รับการรับรองว่าเป็นอาหารออร์แกนิก 100% ที่ปราศจากจีเอ็มโอหรืออาหารที่ปราศจากการตัดต่อทางพันธุกรรม และมีโปรไบโอติกส์

โดยแม่ไก่ที่ถูกเลี้ยงด้วยวิธีการนี้จะทำให้ไข่ที่ออกมามีความแตกต่างกับไข่ไก่ปกติ ทั้งในด้านกายภาพและชีวภาพ

ในด้านชีวภาพนั้น ไข่ไก่ที่ถูกเลี้ยงเช่นนี้จะมีสารอาหารที่เหมาะสมกับร่างกายมากกว่าไข่ไก่ปกติ โดยจะมีคอเลสเตอรอลน้อยกว่าปกติ 1 ใน 3 มีไขมันอิ่มตัวน้อยกว่า 1 ใน 4 มีวิตามินเอมากกว่า 2 ใน 3 มีกรดไขมันโอเมกา 3 มากกว่า 2 เท่า มีวิตามินมากกว่า 3 เท่า และมีเบตาแคโรทีนมากกว่า 7 เท่า

นอกจากนี้ ไก่ที่ถูกเลี้ยงในทุ่งหญ้าจะได้รับวิตามินดีจากแสงแดดมากกว่าไก่ปกติ ซึ่งจะส่งผลไปถึงไข่ โดยจะมีวิตามินดีมากกว่าไข่ปกติ 46 เท่าเลยทีเดียว

ส่วนในด้านกายภาพของไข่นั้น ไข่แดงจะมีสีส้มที่เข้มกว่า ไข่ขาวจะเต็มเม็ดเต็มหน่วย โดยลูกค้าของไวทอล ฟาร์ม กล่าวว่า เมื่อนำมาปรุงอาหารหน้าตาของไข่จะน่ากินกว่าปกติ พร้อมกล่าวว่า รสชาติของไข่ก็แตกต่างเช่นกัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่คนจะหันมาบริโภคไข่ไก่ที่มีคุณภาพสูงและแตกต่างจากที่เคยกิน

แต่แน่นอนว่าเพื่อให้ได้ไข่ไก่ที่มีคุณภาพสูง การลงทุนการเลี้ยงไก่แต่ละตัวของไวทอล ฟาร์ม ก็มีต้นทุนสูงเช่นเดียวกัน เพราะต้องใช้เงินราว 25 เหรียญสหรัฐ (ราว 750 บาท) ต่อการเลี้ยงไก่หนึ่งตัว เพื่อให้ออกไข่ 1 ครั้ง

และดูเหมือนสิ่งที่ลูกค้าต้องการจะเป็นเรื่องของ “คุณภาพของไข่” มากกว่าราคา เพราะการเติบโตที่รวดเร็วของธุรกิจเป็นคำตอบที่แสดงให้เห็น

ธุรกิจเริ่มต้นในปี 2550 ด้วยไก่ไม่ถึง 20 ชีวิต เพียงหนึ่งปีหลังจากเริ่มทำธุรกิจ ไวทอล ฟาร์ม ทำรายได้มากถึง 1.05 แสนเหรียญสหรัฐ (ราว 3.15 ล้านบาท) ถัดมา 3 ปี ในปี 2554 ไวทอล ฟาร์ม สามารถเพิ่มรายได้มากขึ้นราว 47 เท่า ด้วยรายได้ 4.9 ล้านเหรียญสหรัฐ (ราว 147 ล้านบาท) ด้วยจำนวนพนักงานเพียง 17 คน

นอกจากนี้ ไวทอล ฟาร์ม ยังได้รับการยอมรับว่าเป็นแหล่งเลี้ยงไก่และไข่แบบพาสเจอร์เรสที่ใหญ่ที่สุดในสหรัฐ

คำกล่าวที่ว่า “สุขภาพเราจะเป็นอย่างไรขึ้นอยู่กับสิ่งที่เรากินเข้าไป” อาจจะไม่ได้ใช้กับคนได้เพียงอย่างเดียว เพราะไข่ไก่คุณภาพที่ไวทอล ฟาร์ม ก็เป็นภาพสะท้อนที่แสดงให้เห็นถึงคำกล่าวนี้เช่นเดียวกัน

จึงไม่น่าแปลกใจที่ธุรกิจไข่ไก่ของไวทอล ฟาร์ม จะประสบความสำเร็จอย่างรวดเร็วถึงเพียงนี้

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท