
ดัน‘ไฟท์ติ้งแบรนด์’ลุยพม่า
โอซีซีสบช่องหญิงพม่าชอบแต่งตัวปั้นชุดชั้นในเครื่องสำอางดัมพ์ 30%
โอซีซีสบช่องหญิงพม่าชอบแต่งตัวปั้นชุดชั้นในเครื่องสำอางดัมพ์ 30%
โอซีซีสบช่องตลาดพม่าสดใส โหมไฟท์ติ้งแบรนด์ชุดชั้นในเครื่องสำอาง ขายถูกกว่าแบรนด์หรู 30% พร้อมเร่งศึกษาเครื่องสำอางแบรนด์ใหม่เจาะระดับล่าง
นางธีรดา อำพันวงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท โอซีซี ในเครือสหกรุ๊ป เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนจะบุกตลาดชุดชั้นในสตรีและเครื่องสำอางในประเทศพม่ามากขึ้น เนื่องจากผู้หญิงพม่าเพิ่งเริ่มนิยมแต่งตัวและใส่ชุดชั้นในมากขึ้น หลังจากเริ่มเปิดประเทศ โดยจะนำสินค้ากลุ่มไฟท์ติ้งแบรนด์ภายใต้ชื่อ G&G เข้าไปเจาะตลาดชุดชั้นใน โดยวางราคาต่ำกว่าแบรนด์หรู 30%
“สินค้าชุดชั้นในสตรีแบรนด์ G&G ได้เริ่มทำตลาดในไทยมา 3 ปี เป็นไฟท์ติ้งแบรนด์คุณภาพดี แต่ไม่ได้ใช้วัตถุดิบการผลิตจากต่างประเทศจึงทำให้ราคาต่ำกว่า โดยเริ่มเจาะตลาดต่างจังหวัด รวมไปถึงตะเข็บชายแดนแล้ว และจะเข้าไปทำตลาดในพม่าจริงจังมากขึ้น” นางธีรดา กล่าว
ปัจจุบันสหกรุ๊ปมีโรงงานที่ อ.แม่สอด จ.ตาก และลำพูน รวม 5 โรงงาน เน้นผลิตเสื้อผ้าประเภทเสื้อเชิ้ต กางเกง เพื่อทำตลาดในแถบชายแดนและส่งออกไปยังพม่า ขณะเดียวกันมีแผนจะผลิตสินค้าประเภทเครื่องสำอางจับตลาดระดับซี เป็นแบรนด์ใหม่ที่ไม่ได้จำหน่ายในประเทศไทย เพื่อให้แข่งขันกับผู้ผลิตท้องถิ่นในพม่าได้
“ที่ผ่านมาเราได้ส่งเครื่องสำอางแบรนด์เคเอ็มเอเข้าไปทำตลาดในพม่า เพื่อจับตลาดระดับซี แต่การแข่งขันเริ่มสูงขึ้น จึงมีแนวคิดที่จะหาเครื่องสำอางแบรนด์ท้องถิ่นเข้ามาทำตลาดซึ่งที่ผ่านมาโรงงานในเครือตั้งมาแล้ว 10 ปี ได้แก่ โรงงานผลิตบะหมี่มาม่า และโรงงานผลิตเครื่องสำอาง มิสทีน รวมไปถึงโรงงานผลิตเสื้อผ้าที่ร่วมกับผู้ประกอบการท้องถิ่นที่นั่น” นางธีรดา กล่าว
นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าไปทำตลาดชุดชั้นในสตรีและตลาดเครื่องสำอาง ในเวียดนาม และกัมพูชา เช่นกัน แต่อยู่ช่วงเริ่มต้น
สำหรับภาพรวมของตลาดชุดชั้นใน และเครื่องสำอางในประเทศไทยช่วงไตรมาสแรกของปีนี้ถือว่าค่อนข้างฝืดมาก เนื่องจากได้รับผลกระทบจากรถคันแรก ที่ทำให้คนหันมาซื้อสินค้าน้อยลง จากเดิมที่มีการประเมินว่าในไตรมาสแรกของปีนี้จะเติบโต 12-13% แต่เติบโตเพียง 10% โดยบริษัทอยู่ระหว่างการพิจารณาเพื่อทำโปรโมชั่นและทำกิจกรรมส่งเสริมการตลาดมากขึ้น
ดังนั้น บริษัทจะเร่งจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายมากขึ้น รวมทั้งออกสินค้าในคอลเลกชันใหม่ๆ เพิ่มขึ้น และปรับรูปแบบของสินค้าให้ตรงกับความต้องการของกลุ่มผู้บริโภค เนื่องจากมีคู่แข่งที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงมีสินค้าราคาถูกจากประเทศจีนเข้ามาทำตลาดมากขึ้นด้วย ซึ่งในปีนี้จะใช้งบการตลาดรวม 150 ล้านบาท
นางธีรดา กล่าวว่า บริษัทยังได้ปรับภาพลักษณ์สินค้าในกลุ่มชุดชั้นในสตรีให้มีความทันสมัยขึ้นในรอบ 5 ปี หลังจากทำตลาดมานาน 35 ปี โดยมีสินค้าชุดชั้นในออกมาทำตลาด 20 คอลเลกชัน และชุดว่ายน้ำ 30 คอลเลกชันในปีนี้
ขณะที่ผลประกอบการในปีที่ผ่านมาบริษัทมีรายได้ 1,500 ล้านบาท และคาดว่าปีนี้จะมีรายได้ 1,800 ล้านบาท และตั้งเป้าว่าในปี 2558 หลังจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนจะมีรายได้ไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท







