
ทีวีดิจิตอลสาธารณะตีความต่างหรือเลี่ยงหฏหมาย
เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีก หลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.)
โดย...เบญจวรรณ รัตนวิจิตร
เป็นประเด็นร้อนขึ้นมาอีก หลังจากคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ (กสท.) ที่มี พ.อ.นที ศุกลรัตน์ เป็นประธาน มีมติเมื่อวันที่ 25 มี.ค. 2556 เห็นชอบกรอบการอนุญาตให้บริการภาคพื้นดินในระบบดิจิตอลประเภทกิจการสาธารณะ โดยให้ช่อง 5, 11 และไทยพีบีเอส ซึ่งเป็นผู้ประกอบการรายเดิมออกอากาศคู่ขนาน (Simulcast) ทั้งแบบอะนาล็อกและดิจิตอล โดยมีเนื้อหารายการเหมือนกับช่องรายการระบบอะนาล็อก แต่ไม่ได้กำหนดระยะเวลาในการออกอากาศแบบคู่ขนานที่แน่นอน บอกเพียงว่าจนกว่าจะยุติการออกอากาศอนาล็อก อาจจะเป็น 5 ปี หรือ 10 ปี ซึ่งมติเมื่อวันที่ 25 มี.ค.ออกมาในสัดส่วน 3:2 คือเห็นด้วย 3 และไม่เห็นด้วย
สุภิญญา กลางณรงค์ และ ธวัชชัย จิตรภาษ์นันท์ กรรมการ กสท.และกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) แสดงจุดยืนไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าว โดยมองว่าสิ่งนี้คือการจัดสรรคลื่นความถี่ดิจิตอลสาธารณะให้กับช่อง 5 และช่อง 11 โดยอัตโนมัติ
ทั้งนี้ การจัดสรรคลื่นความถี่รวมถึงการอนุญาตประกอบการที่มีผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียนั้น สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานทีดีอาร์ไอ บอกว่า เข้าข่ายมาตรา 28 ของ พ.ร.บ.กสทช. ปี 2553 ที่กำหนดให้ กสทช. จัดรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไป เพื่อนำความคิดเห็นที่ได้มาพิจารณาก่อนออกระเบียบ ประกาศ หรือคำสั่งเกี่ยวกับการกำกับดูแลการประกอบกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคม ที่มีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป เพราะเกี่ยวข้องกับการแข่งขันที่กระทบต่อประชาชน
อย่างมีนัยยะสำคัญ “กสทช.ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ความจำเป็นของผู้ขอรับใบอนุญาต แต่ปัจจุบัน กสทช.ยังไม่กำหนดหลักเกณฑ์ดังกล่าว จึงทราบได้อย่างไรว่าช่อง 5 และช่อง 11 จำเป็นต้องได้คลื่นทีวี รวมทั้งต้องรับฟังความเห็นก่อนให้อนุญาต หากไม่ดำเนินการ เข้าข่ายขัดต่อกฎหมายและอาจนำไปสู่การฟ้องร้องได้” สมเกียรติ กล่าว
เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา พ.อ.นที ออกมาแถลงข่าวพร้อมระบุว่า การให้ช่อง 5 และช่อง 11 ออกอากาศแบบคู่ขนาน ถือเป็นแนวปฏิบัติในช่วงเปลี่ยนผ่านจากอะนาล็อกสู่ดิจิตอลที่ให้สิทธิกับผู้ประกอบการรายเดิมเพื่อให้บริการแก่ลูกค้าต่อไป ซึ่งสิทธิดังกล่าวถูกกำหนดไว้ในบทเฉพาะกาลมาตรา 82 ของ พ.ร.บ.กสทช. และยังไม่ได้จัดสรรคลื่นความถี่ให้ใคร
ในขณะที่เพราะฉะนั้นจะทำผิดกฎหมายได้อย่างไรสุภิญญา กล่าวว่า มาตรา 82 ให้สิทธิผู้ประกอบการรายเดิมจริง แต่กำหนดให้กสทช.ต้องกำหนดเกณฑ์ ความจำเป็นในการใช้คลื่นความถี่ ซึ่งหน่วยงานของรัฐที่ครอบครองคลื่นอยู่ ต้องแสดงความจำเป็นในการใช้คลื่น ไม่ใช่ให้ได้โดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นการเลี่ยงกฎหมาย มองอีกมุมหนึ่ง ทำไมช่อง 3 ช่อง 7 ไม่ได้ออกอากาศคู่ขนานโดยอัตโนมัติ เพราะได้รับการคุ้มครองสัมปทานเดิมเช่นเดียวกัน หากทำอย่างนั้นเสี่ยงคุกแน่นอน
ย่างไรก็ตาม กสท.เสียงข้างน้อย ทั้งสุภิญญาและธวัชชัย กล่าวว่า ไม่ได้ปิดกั้นช่อง 5 และช่อง 11 ในการได้สิทธิออกอากาศแบบคู่ขนาน หรือได้จัดสรรคลื่นความถี่ทีวีดิจิตอลสาธารณะ แต่อยากให้ปรับตัวเป็นทีวีสาธารณะที่กำหนดไว้ตามกฎหมาย คือ ออกอากาศเนื้อหาที่เป็นข่าวสารสาระ 70% และหารายได้อย่างพอเพียง นอกจากนี้ต้องกำหนดระยะเวลาในการคืนคลื่นให้ชัดเจนเช่นเดียวกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส ที่จะยุติการออกอากาศแบบอะนาล็อกใน 3 ปี
ทั้งนี้ ก่อนจะถึงวันที่ 17 เม.ย. ซึ่งเป็นการประชุมบอร์ด กสท.ครั้งต่อไป เป็นระยะผ่อนผันเพื่อให้ทั้งสองฝ่ายได้ไปศึกษาข้อมูล พร้อมรับฟังความคิดเห็นเพิ่มเติมจากฝ่ายต่างๆ ก่อนที่จะพิจารณาเพื่อหาข้อสรุปเรื่องช่องบริการสาธารณะทีวีดิจิตอลได้อย่างเป็นธรรมและถูกต้องที่สุด
พ.อ.นที กำหนดให้สำนักงานกสทช.ไปรวบรวมความคิดเห็นเข้ามาเสนอ ฝ่ายสุภิญญา ยืนยันจะเสนอข้อเรียกร้อง 7 ข้อที่ได้เสนอไปก่อนหน้านี้ รวมทั้งข้อเสนอใหม่ 3 ข้อ 1.ให้ช่อง 5 ช่อง 11 ต้องปรับเนื้อหาให้เป็นทีวีสาธารณะ ภายใน 2-3 ปี 2.ต้องกำหนดเวลาในการยุติอนาล็อก ภายใน 4 ปี และ3.ช่วงที่ออกอากาศคู่ขนาน ต้องทำจอดำสำหรับโฆษณาในช่องดิจิตอล
“ถ้ารับเงื่อนไขนี้ ก็พร้อมจะให้สิทธิช่อง 5และ11 ในการออกอากาศแบบคู่ขนาน ที่สำคัญจะต้องออกหลักเกณฑ์ต่างๆ ทั้งสิทธิในการออกอากาศคู่ขนาน เกณฑ์บิวตี้ คอนเทสต์สำหรับผู้ประกอบการใหม่ และดำเนินการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ แต่ถ้าที่ประชุมไม่รับข้อเสนอ จะเดินหน้าคัดค้านต่อไป และขยายยุทธศาสตร์ความร่วมมือจากภาคประชาสังคม เพื่อตรวจสอบการทำงานของกสทช.ต่อไป” สุภิญญากล่าวทิ้งท้าย







