
มูลค่าความเสี่ยงกรณีมาบตาพุด
....รศ.ดร.เอกชัย นิตยาเกษตรวัฒน์
การเสวนา “Crisis Watch” จัดเป็นประจำเดือน ที่โถงนิทรรศการ ชั้น 1 ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย สำหรับครั้งที่ 3 ของปีนี้มีขึ้นวันที่ 1 เม.ย. 2553 ในหัวข้อ “มาบตาพุด ผลกระทบและโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมไทยอย่างยั่งยืน”
มาบตาพุดถือเป็นความเสี่ยงประการสำคัญของเศรษฐกิจไทย เพราะอาจส่งผลกระทบถึง 4 ด้าน ทั้งผลทางตรงต่อการลงทุน การว่าจ้างแรงงาน และการบริโภคที่จะเป็นผลต่อเนื่องถึงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศที่ยังขับเคลื่อนไปได้ แม้ว่าติดปัญหาความไม่สงบภายใน
นอกจากนี้ ยังมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะหากรัฐบาลไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ นักลงทุนอาจย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่น นอกจากนี้ยังส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมต่อเนื่อง ที่ต้องอาศัยวัตถุดิบที่เดิมคาดหมายว่าจะผลิตขึ้นมาได้จาก 76 โครงการ เพราะหากความล่าช้าในการผลิตสินค้าต้นน้ำที่จะไปป้อนอุตสาหกรรมอื่นๆ และจะทำให้โครงการอื่นๆ ต้องล่าช้าออกไปเป็นทอดๆ
ส่วนผลกระทบประการสุดท้ายแต่สำคัญที่สุดคือการตอบโจทย์ที่ว่าเราจะสามารถสร้างดุลยภาพระหว่างการรักษาความสามารถในการแข่งขันทางธุรกิจควบคู่ไปกับการจัดการสิ่งแวดล้อมได้หรือไม่ ถ้าหาทางออกให้กับมาบตาพุดไม่ได้ ก็จะมีความขัดแย้งระหว่างชุมชนและธุรกิจอยู่เรื่อยไป แต่ถ้าแก้ได้จะเป็นหนทางพัฒนาอุตสาหกรรมให้อยู่ร่วมกับชุมชนได้อย่างยั่งยืน
การเสวนาในครั้งนี้ได้ข้อสรุปจากคณะกรรมการ 3 ใน 4 ฝ่ายซึ่งประกอบด้วยภาคประชาชน ภาคเอกชน และผู้ทรงคุณวุฒิว่า ถ้ามีแนวทางที่ชัดเจนและเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่ายภายในปีนี้ จะส่งผลบวกต่อเศรษฐกิจทำให้เติบโตกว่าที่คาด แต่หากแก้ไม่ได้ภายในปีนี้จะทำให้การเติบโตต่ำกว่าที่คาด
สถาบันวิจัยนครหลวงไทย หรือ SCRI จึงได้นำเสนอแนวคิดมูลค่าของความเสี่ยงหรือ Value at Risk (VaR) เพื่อวิเคราะห์มูลค่าความเสียหายอันเนื่องมากจากความเสี่ยงในกรณีมาบตาพุด ซึ่งคาดคะเนว่า VaR อยู่ที่ 5.8 หมื่นล้านบาท หาก Real GDP ของประเทศไทยในปี 2553 อยู่ที่ 4.4 ล้านล้านบาท ประมาณความเสียหายจากกรณีมาบตาพุดในกรอบความเป็นไปได้ 95% ภายในปี 2553 เท่ากับ 5.8 หมื่นล้านบาท คิดเป็น 1.3% ของ Real GDP การขยายตัวของเศรษฐกิจที่โดยเฉลี่ยคาดว่าจะเป็น 3.8% จะลดเหลือ 2.44% ฯลฯ ถ้า 49 โครงการที่เป็นปัญหาต้องเลื่อนออกไปภายในปีนี้ ตีความง่าย ๆ ถ้าโครงการที่เป็นปัญหาต้องล่าช้าออกไป ไม่สามารถหาแนวทางแก้ปัญหาได้ในปีนี้ ความสูญเสียจะไม่เกิน 5.8 หมื่นล้านบาทและทำให้ GDP หดลงไม่เกิน 1.36% จากที่คาดการณ์ไว้ ซึ่งดีกว่าตัวเลขที่เคยคาดไว้ว่าจะสูงกว่า 2 แสนล้านบาท ตัวเลขขนาดนี้ทำให้การเติบโตของ Real GDP ติดลบได้ การคาดการณ์ในขณะนี้จึงดีกว่าที่เคยทำไว้โดยหลาย ๆ สำนัก
ปัญหายากๆ อย่างมาบตาพุดมีการตั้ง 4 ฝ่ายเจรจาหลายครั้ง ถึงหาทางออกได้ด้วยการทำความเข้าใจและมีความจริงใจในการแก้ปัญหา ส่วนปัญหาการเมืองมีแค่ 2 ฝ่ายเจรจาแค่ 2 ครั้งก็ถอดใจ แล้วเมื่อไรประเทศไทยจะมีทางออกสักที







