
ปรับขั้นตอนใบ รง.4 เอกชนชี้เกาไม่ถูกที่คัน
อนัญญา มูลเพ็ญ
การออกใบอนุญาตประกอบกิจการโรงงาน (รง.4) ของคณะกรรมการกลั่นกรองพิจารณาอุนญาตโรงงานบางประเภทที่มีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ภายใต้กระทรวงอุตสาหกรรมยังคงถูกวิพากษ์วิจารณ์ถึงปัญหาความล่าช้า โดยเฉพาะกรณี “ปิยสวัสดิ์ อัมระนันทน์” อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ออกมากระทุ้งว่าขั้นตอนการออกใบอนุญาต รง.4 มีกระบวนการที่เอื้อต่อการวิ่งเต้นและไม่โปร่งใส กระทั่งเป็นตัวถ่วงให้ไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนไม่สามารถเข้าระบบถึง 1,000 เมกะวัตต์ มีผลต่อสำรองไฟและวิกฤตไฟฟ้าที่กำลังเผชิญอยู่
&<2288;
ที่มีนายวิฑูรย์ สิมะโชคดี ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธาน
ซึ่งทำให้ได้เห็นการเคลื่อนไหวค่อนข้างมากภายในกระทรวงอุตสาหกรรม
เริ่มตั้งแต่การตั้ง “ณัฐพล ณัฏฐสมบูรณ์” อธิบดีอดีตผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม(สศอ.) ขึ้นมานั่งตำแหน่งอธิบดีกรมโรงงานอุตสาหกรรม (กรอ.) ซึ่งเพิ่งเข้ารับตำแหน่งไม่นานนี้ ที่ว่างมาเกือบปี ซึ่งหลังได้รับโปรดเกล้าฯ ตำแหน่งอธิบดี กรอ. ไม่กี่วัน “ณัฐพล” ก็เร่งเดินหน้างานด่วนทันที โดยชี้ให้เห็นความจำเป็นที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ต้องพิจารณาการออกใบอนุญาตอย่างรอบคอบ เนื่องจากต้องดูแลการสร้างผลกระทบต่อทั้งชุมชนและสิ่งแวดล้อมของโรงงานอุตสาหกรรม
โดยในรอบ 2 สัปดาห์อธิบดี กรอ. นำสื่อมวลชนลงพื้นที่ที่โรงงานอุตสาหกรรมสร้างผลกระทบต่อชุมชน 2 ครั้ง คือที่จ.ปราจีนบุรี ในวันที่ 21 มี.ค. และต่อด้วยจ.นครปฐม ในวันที่ 28 มี.ค.
ณัฐพล กล่าวว่า ขณะนี้มีเรื่องร้องเรียนเกี่ยวกับการสร้างผลกระทบของโรงงานเข้ามายัง กรอ. อยู่ 100 กว่าเรื่อง ซึ่งจำนวนไม่น้อยเป็นกรณีที่ขออนุญาตของโรงงานขนาดเล็กที่ไม่ต้องทำรายงานศึกษาผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม (EIA) ทำเพียงรายงานมาตรการป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย (ESA) ซึ่งเป็นรายงานที่ขาดการมีส่วนร่วมของชุมชนแนบมากับเอกสารการขออนุญาต และและในกระบวนการพิจารณาของ กรอ. ยึดเอกสารก่อนให้ใบอนุญาต รง.4 ก็พิจารณาบน ไม่ได้ลงพื้นที่จริงจึงปรากฎปัญหาการร้องเรียนตามมา
ดังนั้น กรมจึงปรับขั้นตอนการพิจารณาเพื่อแก้ปัญหาความล่าช้า จากตามเกณฑ์ 90 วัน โดยการตั้งทีมงานที่มีผู้เชี่ยวชาญด้านต่างๆ ในการพิจารณาเอกสารและลงพื้นที่สำรวจโรงงานแต่ละแห่ง เมื่อได้เอกสารและข้อมูลครบถ้วนแล้วจึงค่อยส่งต่อให้คณะกรรมการกลั่นกรองฯ พิจารณา
“การทำงานของคณะทำงานที่จัดตั้งขึ้นมานี้ จะลดปัญหาการตีกลับคำขอเนื่องมาจากเอกสารไม่ครบ หรือข้อมูลไม่ครบถ้วนได้” ณัฐพล กล่าว
ทั้งนี้ ปัญหาหลักๆ ของคำขอที่ถูกอย่างไรก็ตาม การมีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ ตั้งแต่ต้นปี2555 อาจทำให้ผู้ประกอบการรู้สึกว่ามีกระบวนการยุ่งยากและล่าช้า มีปัญหาการตีกลับคำขอ
ทงน นับแต่มีการตั้งคณะกรรมการกลั่นกรองฯ จนถึง ณ วันที่ 15 มี.ค. พบว่า มีการเสนอคำขอทั้งสิ้น 368 คำขอ พิจารณาแล้ว 346 คำขอ อนุญาต 178 คำขอ ไม่อนุญาต 3 คำขอและส่งคืนหน่วยงานเพื่อพิจารณาเพิ่มเติมเนื่องจากผิดหลักเกณฑ์ 165 คำขอ ซึ่งถูกตีกลับคือ มีการก่อสร้างทับที่สาธารณะ ไม่มีระบบการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ หรือของเสีย และชุมชนไม่ยอมรับ
อย่างไรก็ตาม ในมุมของเอกชนแล้ว มองว่าแนวทางที่ กรอ.กำลังจะทำคงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาให้ระบบการพิจารณาก่อนอนุญาตดีขึ้น โดย โดย แหล่งข่าวผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบระบุว่า ก่อนจะมีคณะกรรมการกลั่นกรองฯ และคณะกรรมการบริหารมาตรการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน การขออนุญาตจากในอดีตมีธรรมเนียมปกติที่ผู้ประกอบการต้องมีงบประมาณไว้สำหรับจัดเลี้ยงอยู่แล้ว แต่ระยะหลังเริ่มมีสิ่งที่ไม่ปกติ ท้องถิ่นเช่น อบต. จะสามารถบริหารจัดการได้ง่ายกว่า เพราะมีธรรมเนียมปฏิบัติที่ดำเนินอยู่ เพราะส่วนใหญ่เขาเป็นผู้รับเหมาฯที่ต้องการแค่งานทำได้งานเขาก็จบ แต่พอขึ้นไปในระดับกระทรวง กลับมีขั้นตอนอื่นๆและการเรียกร้องให้ดำเนินการอื่นๆที่ทำให้เกิดการติดขัด
ด้าน “ชลัช ชินธรรมมิตร์” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายพัฒนาธุรกิจ บริษัท น้ำตาลขอนแก่น ซึ่งเป็นหนึ่งในบริษัทที่มีปัญหาการไม่ได้รับใบอนุญาต รง.4 สำหรับการก่อสร้างโรงงานน้ำตาลที่ จ.เลย โดยขั้นตอนการดำเนินการ ติดอยู่ที่คณะกรรมการกลั่นกรองฯ ให้ความเห็นไปในทางสอดคล้องกันว่า ที่ กรอ.พยายามจะปรับปรุงการทำงาน เพื่อลดภาระคณะกรรมการกลั่นกรองฯ คงไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาได้
แต่ที่เห็นเป็นทางออกได้คือ การตั้งหน่วยงานที่อำนวยความสะดวกในการขออนุญาตแบบครบวงจร (วันสต็อปเซอร์วิส) เพราะตอนนี้การขออนุญาตต้องติดต่อหลายหน่วยงานหลายกระทรวง และบางส่วนยังมีปัญหาความซ้ำซ้อน โดยหากมีการตั้งหน่วยงานวันสต็อปเซอร์วิสจะต้องมีกฎหมายให้อำนาจหน่วยงานนี้ให้เหนือกระทรวง เพราะไม่เช่นนั้นก็จะกลายเป็นเพียงการตั้งหน่วยงานขึ้นมาเพิ่มงานให้เอกชน
“แต่ก่อนขอใบอนุญาต รง.4 ใช้เวลาไม่ถึงเดือนก็ได้แล้ว แต่ตอนนี้นานกว่าแต่ตอนนี้ใช้เวลานาน เดิม เราเข้าใจว่า กรอ.กระทรวงอุตสาหกรรมจะดูเฉพาะเรื่องแบบการก่อสร้าง แต่ตอนนี้มามีประเด็นเรื่องสิ่งแวดล้อม ซึ่งเอกชนก็ทำ EIA อยู่แล้ว จึงไม่รู้ว่าจะยึดมาตรฐานไหน หากมีขั้นตอนซับซ้อนเช่นนี้ อาจทำให้ต่างชาติที่มาลงทุนเกิดความสับสน” ชลัช กล่าว
กระทรวงอุตสาหกรรมคงจะต้องกลับมาพิจารณาแก้ไขปัญหาใบอนุญาต รง. 4 อีกครั้งอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสและประสิทธิภาพดังวัตถุประสงค์ดั้งเดิม
ซึ่งถูกพาดพิงเรื่องนี้พิจารณาหาทางแก้ไขปัญหา และแสดงความพยายามจะแก้ปัญหาความล่าช้า แต่ดูเหมือนจะยังไม่ถูกจุด เพราะประเด็นที่ผู้ประกอบการอ้างยังไม่มีการกล่าวถึงว่าจะแก้ไขอย่างไร







