
กลต.ผนึกบลจ.รับมือเปิดเสรี
สั่งสมาคมจัดทำแผนทั้งเชิงรุกรับ เปิดขายหน่วยลงทุนข้ามชาติปี
’55โพสต์ทูเดย์
— ก.ล.ต. ร่วมมือกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุน เตรียมตัวพร้อมรับการขายหน่วยลงทุนข้ามประเทศปี 2555นายธีระชัย ภูวนาถนรานุบาล เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยภายหลังการประชุมประจำไตรมาสร่วมกับสมาคมบริษัทจัดการลงทุนว่า ตามแผนปฏิบัติการเพื่อเชื่อมโยงตลาดทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน และแผนความร่วมมือระดับทวิภาคี ได้กำหนดกรอบระยะเวลาให้มีการเปิดให้เสนอขายหน่วยลงทุนระหว่างประเทศให้แก่ผู้ลงทุนสถาบันได้ภายในปี 2555 และเปิดให้เสนอขายแก่ผู้ลงทุนรายย่อยเป็นลำดับถัดมา ดังนั้นสมาคมบริษัทจัดการจะต้องเร่งให้สมาชิกเตรียมตัวพร้อมรับการแข่งขันข้ามชาติตั้งแต่ตอนนี้
ทั้งนี้ แผนการเชื่อมโยงตลาดทุน ซึ่งเป็นความร่วมมือในระดับทวิภาคีและระดับภูมิภาค มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนให้ผู้ลงทุนไทยมีทางเลือกในการลงทุนมากยิ่งขึ้น และเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและบทบาทของตลาดทุนไทยในตลาดโลก ในขณะเดียวกันบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ก็ต้องเตรียมตัวให้พร้อมรับการขายหน่วยลงทุนข้ามชาติดังกล่าวทั้งเชิงรับและเชิงรุก
สำหรับเชิงรับนั้น ก.ล.ต. ได้มอบหมายให้สมาคมไปศึกษาหลักเกณฑ์ของไทยว่า มีเรื่องใดบ้างที่เป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์และสมควรได้รับการแก้ไข เพื่อที่ บลจ. จะสามารถออกผลิตภัณฑ์ที่น่าสนใจได้เทียบเท่ากับผลิตภัณฑ์ที่ออกโดย บลจ. ต่างประเทศ ส่วนในเชิงรุก สมาคมควรศึกษาหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของต่างประเทศควบคู่ไปด้วย เพื่อเตรียมพร้อมในการออกผลิตภัณฑ์ขายในต่างประเทศ
นอกจากนี้ เร็วๆ นี้ ก.ล.ต. จะอนุญาตให้กองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศเข้ามาจดทะเบียนเพื่อซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยโดยตรง จากที่ได้อนุญาตให้เสนอขายโดยผ่านกองทุนรวมอีทีเอฟที่จัดตั้งในไทยไปแล้ว
“
การเปิดให้ซื้อขายหน่วยลงทุนข้ามประเทศได้นั้น ก.ล.ต. จะต้องพิจารณาถึงหลักเกณฑ์การกำกับดูแลของประเทศผู้เสนอขาย ซึ่งต้องให้ความคุ้มครองผู้ลงทุนอย่างน้อยเทียบเท่ากับหลักเกณฑ์ของไทย รวมทั้งต้องเปิดเผยข้อมูลต่อผู้ลงทุนอย่างเพียงพอด้วย เพื่อให้ผู้ลงทุนไทยได้รับความคุ้มครองในระดับที่เหมาะสม” นายธีระชัย กล่าวน.ส.ดวงกมล พิศาล เลขาธิการและผู้อำนวยการสมาคมบริษัทจัดการลงทุน (AIMC) กล่าวว่า สมาคมได้ทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อเตรียมความพร้อมเปิดเสรี โดยเบื้องต้นธุรกิจกองทนรวมจะเปิดเสรีอย่างค่อยเป็นค่อยไป โดยจะเริ่มต้นจากประเทศในกลุ่มอาเซียนก่อน โดยเฉพาะประเทศที่มีกฎระเบียบและศักยภาพในการแข่งขันทางธุรกิจใกล้เคียงกับประเทศไทยก่อน เช่น มาเลเซีย ก่อนขยับไปประเทศอื่นๆ ต่อไป ซึ่งจะทำให้ไม่เกิดผลกระทบต่อธุรกิจกองทุนในประเทศมากนัก โดยอาจจะเริ่มจากผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีความซับซ้อนมากก่อนขยับไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่มีความซับซ้อนมากขึ้นในอนาคต
ทั้งนี้ ทางสมาคมบลจ.ก็จะต้องมาดูในเรื่องกฎเกณฑ์ต่างๆ เพื่อนำเสนอผ่านทางสำนักงานก.ล.ต.เพื่อจะให้ประสานกับทางสำนักงานก.ล.ต.ของประเทศอื่นต่อไปว่ามีกฎระเบียบอะไรที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงเพื่อให้เป็นมาตรฐานเดียวกันรองรับการเปิดเสรีทางการเงินที่จะมีขึ้นในปี2555
“ตอนนี้ยังเป็นเพียงขึ้นตอนการศึกษาเท่านั้น ยังไม่มีข้อสรุปอะไรออกมา แต่แนวคิดในเบื้งต้นในส่วนของธุรกิจกองทุนเมื่อต้องเปิดเสรีคงจะเป็นการค่อยๆ เปิด โดยเลือกเปิดกับประเทศที่มีศักยภาพในการแข่งขันเท่าเทียมกันก่อน เช่น มาเลย์เซีย เป็นต้น เพราะสิงคโปร์เขาเป็นศูนย์กลางทางการเงินในระดับโลกในแง่ของกฎระเบียบและโพรดักท์กองทุนอาจจะมีอะไรที่ก้าวหน้าไปกว่าไทยมาก หากเปดเสรีกับสิงคโปร์เลยอาจจะกระทบต่อธุรกิจกองทุนรวมในไทยได้ จึงมีแนวคิดที่จะให้ธุรกิจกองทุนค่อยๆ ปรับตัวโดยจะค่อยๆ เปิดเสรีไปทีละขั้นไป ซึ่งจะต่างกันไปกับธุรกิจการเงินประเภทอื่น”น.ส.ดวงกมล กล่าวอีกว่า ในส่วนของกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ประเภท REIT นั้นยังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษา หลังจากทาง ก.ล.ต. ได้เปิดรับฟังความเห็นจาก บลจ. มาแล้วระยะหนึ่ง และมีโอกาสได้ไปศึกษาดูงานรูปแบบของ REIT ที่สิงคโปร์ ก็เป็นอีกรูปแบบหนึ่งซึ่งมีกฎเกณฑ์แตกต่างกันออกไปจากที่อื่น
ทั้งนี้ ในเบื้องต้นที่ทางสมาคมเสนอกับ ก.ล.ต. กลับไป คือ อยากให้มีการศึกษาถึงรูปแบบของ REIT ในหลายประเทศที่กองทุน REIT ได้รับความนิยมและมีการเติบโตที่ดี เช่น สหรัฐ เกาหลีใต้ หรือแคนาดา เพื่อจะนำมาศึกษาดูว่ารูปแบบไหนที่จะเหมาะกับการนำมาประยุกต์ใช้ในประเทศไทย เพราะปัจจุบันรูปแบบของ REIT มีความหลากหลายมากและในแต่ละประเทศเองกฎเกณฑ์ต่างๆ ของ REIT ก็แตกต่างกัน
อย่างไรก็ตาม ล่าสุด ก.ล.ต. ได้สนับสนุนให้ตลาดทุนมีหลักทรัพย์ที่หลากหลายเพื่อให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกการลงทุน โดยได้ออกประกาศเพื่อรองรับการนำกองทุนรวมอีทีเอฟต่างประเทศมาจดทะเบียนซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยผ่านกองทุนรวมอีทีเอฟในประเทศไทย (Thai ETF on Foreign ETF) ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย. 2553 จะทำให้ผู้ลงทุนมีทางเลือกที่หลากหลายมากขึ้น
“
จากเดิมกองทุนที่ไปลงทุนในต่างประเทศ (FIF) ซึ่งไปลงทุนในกองทุน ETF นั้น ผู้ลงทุนจะทราบราคาต่อเมื่อสิ้นวัน แต่ถ้านำกองทุน ETF มาจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยได้ตามประกาศใหม่ของสำนักงานก.ล.ต.นี้ จะทำให้ผู้ลงทุนสามารถซื้อขายได้ในราคาตลาดปัจจุบัน (Real Time) เลย ตรงนี้ก็จะช่วยให้มีทางเลือกในการลงทุนเพิ่มขึ้น คล้ายกับกองทุนรวมดัชนี SET50 กับกองทุนอีทีเอฟ SET50 ที่มีอยู่ในปัจจุบัน”น.ส.ดวงกมล กล่าวนอกจากนี้ ลูกค้าก็จะเป็นคนละกลุ่มไม่น่าจะกระทบต่อการเติบโตของกองทุนเพื่อไปลงทุนต่างประเทศ (FIF) เดิมเช่น ในกรณีที่สามารถนำกองทุน ETF ทองคำมาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยได้ เป็นต้น เป็นสิ่งที่ทางสำนักงานก.ล.ต.เปิดทางไว้ให้ ส่วนจะมีกองทุน ETF ไหนสนใจจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือไม่นั้น เป็นสิ่งที่ทางสำนักงานก.ล.ต.เปิดทางไว้ให้ ส่วนจะมีกองทุน ETF ไหนสนใจจะเข้ามาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทยหรือไม่นั้น เป็นเรื่องของอนาคต







