
อุตฯ นุ่งห่มไทย ย้ายซบเพื่อนบ้านใช้จีเอสพี
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มจัดเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานแบบเข้มข้น ปัจจุบันประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มจัดเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานแบบเข้มข้น ปัจจุบันประสบปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก บวกกับปัญหาค่าจ้างแรงงานสูงขึ้น หลายบริษัทในไทยจึงหาช่องทางขยับขยายออกไปต่างประเทศ
วัลลภ วิตนากร ประธานกรรมการ บริษัท ไฮเทค แอพพาแรล กล่าวว่า การออกไปลงทุนในต่างประเทศของบริษัทเริ่มต้นตั้งแต่ปี 2548 จากการเข้าซื้อกิจการเครื่องนุ่งห่มของต่างชาติในประเทศลาว ในตอนนั้นธุรกิจในเมืองไทยมีปัญหาขาดแคลนแรงงานอย่างมาก จึงต้องขยายธุรกิจออกไปในต่างประเทศ ขณะนั้นประเทศลาวเป็นประเทศที่น่าสนใจมาก เนื่องจากลาวมีสิทธิประโยชน์ในการส่งสินค้าไปสหภาพยุโรป (อียู) และมีข้อตกลงการค้าเสรี (เอฟทีเอ) กับอียู แคนาดา และญี่ปุ่น ถือเป็นตลาดหลักของสินค้าเครื่องนุ่งห่มไทย รวมทั้งวัฒนธรรมของลาวใกล้เคียงไทย และสื่อสารกันเข้าใจง่าย
การผลิตสินค้าในลาวจะเน้นการผลิตสินค้าปริมาณมาก มีเป้าหมายผลิตเพื่อส่งออก 100% ไปตลาดสหรัฐอเมริกาและอียูเท่านั้น ซึ่งจากค่าแรงที่ต่ำกว่าในเมืองไทย 2.5 เท่า และได้รับการยกเว้นภาษีจากประเทศคู่ค้า ทำให้สินค้าแข่งขันได้อย่างมาก
ย่างไรก็ตาม การใช้แรงงานในลาวค่อนข้างมีปัญหา โรงงานที่ลาวมีแรงงานทั้งหมด 700800 คน การพัฒนาฝีมือทำได้ยาก และวัฒนธรรมของคนลาวมีความพอเพียง อายุการทำงานสั้นมากเริ่มต้นตั้งแต่ 16 ปีถึงอายุ 23 ปี ก็จะมีครอบครัวและไม่เข้าทำงานในโรงงาน ปัจจุบันโรงงานในลาวก็ยังคงเปิดดำเนินการอย่างต่อเนื่อง แต่คงจะไม่ขยายเพิ่มเติม เพราะลาวก็เริ่มที่จะขาดแคลนแรงงานเช่นกัน ปัจจุบัน บริษัทได้เข้าไปลงทุนในเวียดนามเพิ่มเติม เริ่มต้นจากการไปเปิดโรงงานขนาดเล็ก มีแรงงาน 200 คน ในพื้นที่ตอนกลางของประเทศ อยู่ห่างจากดานังประมาณ 25 กิโลเมตร เมื่อเข้าไปทำได้ 8 เดือน จึงตัดสินใจสร้างโรงงานใหม่ขนาดใหญ่ขึ้นมีพื้นที่ 35 ไร่ ซึ่งที่เวียดนาม และจะย้ายคนจากโรงงานเล็กไปอยู่โรงงานใหญ่ โดยโรงงานเล็กจะเอาไว้สำหรับฝึกแรงงานใหม่ ซึ่งคนเวียดนามขยัน เรียนรู้เร็ว โรงงานแห่งใหม่น่าจะเริ่มดำเนินการได้ในปี 2557
**สำหรับความน่าสนใจของเวียดนาม หากเวียดนามได้เข้าร่วมความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์ทางเศรษฐกิจภาคพื้นแปซิฟิก (ทีพีพี) จะทำให้การส่งสินค้าประเภทผ้าโพลีเอสเตอร์เข้าสหรัฐไม่ต้องเสียภาษี จากเดิมที่เสียภาษีนำเข้าอยู่ที่ 28.532.5% จะทำให้เวียดนามมีความได้เปรียบมากด้านต้นทุนการผลิต ดังนั้นโรงงานในเวียดนามจะผลิตสินค้าประเภทชุดกีฬา เพื่อส่งให้สหรัฐเท่านั้น และการที่เวียดนามเข้าร่วมทีพีพีจะทำให้ไทยสูญเสียตลาดนี้ไปทันที
ขณะที่กัมพูชาก็เริ่มต้นเข้าไปศึกษาพร้อมๆ กับเวียดนาม ซึ่งกัมพูชาเป็นประเทศที่ได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี (จีเอสพี) จากอียู 12% จึงเห็นถึงช่องทางดังกล่าวมาเพิ่มความเข้มแข็งให้สินค้าในการเข้าสู่ตลาดยุโรป โดยมีเป้าหมายผลิตสินค้าชุดชั้นใน และสินค้าพื้นฐานที่ต้องผลิตจำนวนมากๆ และส่งไปอียู และแคนาดา
“ทั้ง 3 ประเทศที่เข้าไปลงทุน มีวัฒนธรรมที่แตกต่างกันไป คนไทยเก่งเรื่องการบริหารจัดการ การผลิต ไปลงทุนต้องนำองค์ความรู้ดังกล่าวไปด้วย เพื่อให้บริษัทส่งออกได้อย่างมีประสิทธิภาพ คุ้มค่ากับการลงทุน และตอบสนองลูกค้าได้ ไม่เสียเปรียบประเทศอื่น”
นอกจากนี้ บริษัทยังมองเมียนมาร์ไว้ด้วยเช่นเดียวกัน แต่ยังอยู่ระหว่างศึกษา เพราะระบบโครงสร้างพื้นฐานในเมียนมาร์ยังไม่พร้อม และกฎหมายการลงทุนยังไม่ชัดเจน จึงส่วนเรื่องแรงงานในเมียนมาร์ไม่น่ามีปัญหา บุคลากรพูดภาษอังกฤษได้ดี สื่อสารกันง่าย หากไปลงทุนในเมียนมาร์ใช้เจาะตลาดญี่ปุ่น หรือส่งกลับมาขายในเมืองไทย ซึ่งถือเป็นประเทศที่น่าสนใจ แต่ต้องรอเวลาอีกสักระยะ







