
เตรียมพร้อมคน-องค์กรรับธุรกิจข้ามพรมแดน
องค์กรไทยกำลังออกไปสยายปีกธุรกิจในต่างแดนมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ ก็คือ บุคลากร
โดย...สมหทัย โมสิกะ
องค์กรไทยกำลังออกไปสยายปีกธุรกิจในต่างแดนมากยิ่งขึ้น และหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนองค์กรไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ได้ ก็คือ บุคลากร
ดร.อัจฉรา จุ้ยเจริญ กรรมการผู้จัดการ แอคคอม แอนด์ อิมเมจ อินเตอร์เนชั่นแนล ผู้เชี่ยวชาญด้านการพัฒนาภาวะผู้นำ ชี้ว่า ช่วง 23 ปีที่ผ่านมา องค์กรต่างๆ หันมาให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรมาก โดยให้เวลาและใช้เงินลงทุนกับการพัฒนาภาวะผู้นำ และทักษะการโค้ชชิงให้กับผู้บริหารภายในองค์กร เนื่องจากเกิดการแย่งตัวคนดีคนเก่ง ตลาดขาดแคลนบุคลากรที่มีประสบการณ์และความสามารถ และปัญหาจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เมื่อคนรุ่นเบบี้บูมเมอร์ หรือคนอายุ 4967 ปี เกษียณอายุ
ยิ่งในยุคที่กำลังมีการรวมตัวประชาคมอาเซียน มีการลงทุนข้ามพรมแดนกันมากขึ้น ผู้บริหารยุคใหม่จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อบริหารคนจากหลากวัฒนธรรมด้วย
ดร.อัจฉรา กล่าวถึง คุณสมบัติของผู้บริหารที่จะออกไปทำงานในประเทศอื่นว่า ต้องทั้งฉลาดและเฉลียว มีวุฒิภาวะทางอารมณ์ หรือ อีคิว ที่ดี สามารถบริหารจัดความเครียดของตนเองได้ มีความสามารถในการบริหารความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เพราะคนแต่ละชาติมีการตอบสนองต่อผู้นำต่างกัน ซึ่งผู้นำยุคใหม่ต้องเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้
อีกทั้งต้องเป็นคนที่มีความฉลาดด้านวัฒนธรรม ต้องไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าวัฒนธรรมของชาติตนเองดีกว่าคนอื่น ควรจะเปิดใจเรียนรู้ และปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมของประเทศเพื่อนบ้าน เพราะหากทำไม่ได้ ก็จะสร้างทีมงานไม่ได้
ผู้นำไทยในต่างประเทศยังต้องเคร่งครัดด้านจริยธรรม เพราะเมื่อออกไปทำงานในต่างประเทศแล้ว นอกจากเป็นตัวแทนขององค์กร ยังถือเป็นหน้าตาของประเทศด้วย หากไปทำอะไรผิดจริยธรรม ศีลธรรม อาจทำให้เกิดการโจษจันกันได้ว่า ผู้นำคนไทยไม่ดี
“ส่วนเรื่องความฉลาดด้านธุรกิจไม่น่าห่วง แต่อยากเตือนว่าอย่าเอากฎระเบียบของสำนักงานใหญ่ไปยัดเยียดมากเกินไป ระยะแรกๆ ต้องพยายามกระจายการตัดสินใจให้คนท้องถิ่นบ้าง องค์กรจากชาติตะวันตกเคยพลาดมาแล้ว คิดว่ากฎทุกอย่างบริษัทลูกต้องทำตาม แต่ในทางปฏิบัติอาจไม่ได้ ไม่เข้ากับวัฒนธรรม วิถีชีวิตของคนท้องถิ่น”
ส่วนระดับพนักงาน ดร.อัจฉรา ชี้ว่า เรื่องที่พนักงานไทยจะต้องพัฒนา คือ ความอึดในการทำงาน ความสามารถในการสื่อสารภาษาอังกฤษ และการปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมท้องถิ่น โดยเฉพาะประเด็นแรก หากเทียบกับเพื่อนบ้านอย่างคนเวียดนาม และกัมพูชา จะเห็นว่าอึดมาก แต่คนไทยชินกับบรรยากาศสบายๆ แต่ท้ายสุดแล้วองค์กรก็ต้องการคนที่ทำงานทุ่มเทมากกว่า
สำหรับการเตรียมพร้อมบุคลากรรับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) อย่างเต็มรูปแบบนั้น ดร.อัจฉรา แนะนำว่า ต้องคิดเรื่องการสรรหาบุคลากร กำหนดคุณสมบัติว่าต้องการบุคลากรแบบไหน เพื่อประหยัดเวลาและงบประมาณ จากนั้นต้องวางโรดแมปว่าต้องบริหารจัดการคนจากหลายชาติหลายภาษาว่าจะดำเนินการอย่างไร ถ้าคิดว่าภาษาอังกฤษ วิธีการสื่อสารสำคัญ ก็ต้องให้น้ำหนักเรื่องดังกล่าว แผนการที่ชัดเจนจะช่วยให้ฝ่ายบริหารทรัพยากรมนุษย์เตรียมงบประมาณ และเตรียมการต่างๆ ได้ดีขึ้น ซึ่งที่ผ่านมาจะเห็นว่าคนไทยมักไม่มีการวางแผน
อีกหนึ่งประเด็นที่จะต้องเตรียมพร้อมคือ ต้องมีโครงการรักษาคนดีคนเก่ง เช่น ต้องมีการถ่ายทอดความรู้ ประสบการณ์ให้แก่คนในองค์กรให้เร็วขึ้น หากสามารถโค้ชชิง พัฒนาคนได้เร็วขึ้น ก็ไม่มีอะไรน่าห่วงในยุคที่มีการแข่งขันในตลาดสูง
“องค์กรต้องหาให้เจอว่ามีปัจจัยอะไรที่จะดึงพนักงานที่มีคุณภาพไว้ ซึ่งคนแต่ละอาชีพก็มีความต้องการต่างกัน”
ซึ่งผลสำรวจวิจัยด้านบุคลากรพบว่า ปัจจัยหลักที่ทำให้คนตัดสินใจอยู่กับองค์กรหรือไม่ มีอยู่ 5 ประการ คือ ความสัมพันธ์กับผู้นำ การสื่อสารที่ชัดเจนของผู้นำ ค่าตอบแทนและสวัสดิการ โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ และการรู้ว่างานที่ตนเองทำอยู่มีคุณค่ามีความหมายต่อองค์กร
ดร.อัจฉรา ทิ้งท้ายว่า “นี่คือยุคของบุคลากร จ่ายผลตอบแทนดีอย่างเดียว ไม่ได้ทำให้คนอยากทำงานด้วย เพราะที่ไหนก็จ่ายได้ แต่คนอยากทำงานอย่างมีความสุข อยากได้รับโอกาส อยากมีความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้บริหาร”







