
บาทแข็งทุบอุตฯ ไทยส่งออกอ่วม จีดีพีภาคหด
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ฉุดการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.พ. หดตัว 1.2%
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังคงเปราะบาง ฉุดการผลิตภาคอุตสาหกรรมเดือน ก.พ. หดตัว 1.2% ในขณะที่ปัญหาค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วและรุนแรงกว่าประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค คาดว่าจะส่งผลให้การส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมในปี 2556 ลดลงถึง 2.32 แสนล้านบาท และจีดีพีอุตสาหกรรมทั้งปีจะหายไป 1.06 แสนล้านบาท
หทัย อู่ไทย รองผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม กล่าวว่า ดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรม(MPI) เดือน ก.พ. 2556 อยู่ที่ 169.96 ลดลงจากเดือนเดียวกันปีก่อน 1.2% ต่ำสุดในรอบ 10 เดือน โดยเป็นผลจากการลดลงของกลุ่มอุตสาหกรรมส่งออกที่มีสัดส่วนการส่งออกเกิน 60% เช่น กลุ่มอุตสาหกรรม ฮาร์ดดิสก์ไดรฟ์ เสื้อผ้าสำเร็จรูป อาหารทะเล และเครื่องใช้ไฟฟ้า ทำให้ MPI ใน 2 เดือนแรกขยายตัว 4.3%
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักๆ ที่กระทบต่อกลุ่มการผลิตเพื่อส่งออกนั้นมาจากเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ดีขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มสหภาพยุโรปที่ประเด็นของไซปรัสเข้ามาสร้างความไม่แน่นอนอีกครั้ง เช่นเดียวกับสหรัฐที่ยังคงมีปัญหาอยู่ ส่วนของประเทศจีนก็ได้ปรับนโยบายไปเน้นเศรษฐกิจในประเทศ ส่งผลให้การนำเข้าลดลง และกระทบต่อการส่งออกไทยโดยตรง
อย่างไรก็ตาม ปัจจัยที่ส่งผลกระทบเพิ่มเติมคือการแข็งค่าขึ้นของเงินบาท ซึ่งแข็งค่าขึ้นแล้ว 3.78% เทียบกับสิ้นปีที่แล้ว ขณะที่ประเทศคู่แข่ง เช่น อินโดนีเซีย มาเลเซีย รวมถึงญี่ปุ่นปรับตัวอ่อนค่าลง และหากเทียบอัตราเฉลี่ยในเดือน ก.พ. 2556 เทียบกับปี 2555 พบว่าเงินบาทแข็งขึ้น 4.05% โดยแนวโน้มดังกล่าวคงต้องติดตามว่า ธปท. จะมีมาตรการดูแลอย่างไร
หทัย กล่าวว่า หากค่าเงินบาทยังแข็งตัวต่อเนื่องจะส่งผลกระทบต่อทั้งภาคการส่งออกและการผลิตภาคอุตสาหกรรมอย่างแน่นอน โดย สศอ. ได้ใช้สมมติฐานว่าถ้าเงินบาทเฉลี่ยทั้งปีอยู่ที่ 29.80 บาทต่อเหรียญสหรัฐ จะส่งผลต่อมูลค่าการส่งออกสินค้าอุตสาหกรรมทั้งปีลดลง 232,489 ล้านบาท ซึ่งในช่วง 2 เดือนแรกของปี 2556 ปรับลดลงแล้ว 35,733 ล้านบาท และจะส่งผลต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ หรือจีดีพีภาคอุตสาหกรรม ปรับลดลง 2.72% คิดเป็นมูลค่า 106,945 ล้านบาท
“ไตรมาส 2 ของปีนี้ คาดว่าทั้งภาคการส่งออกและภาคการผลิตจะยังได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ในอียู กรณีไซปรัสคงมีความรุนแรงขึ้น ขณะที่สหรัฐล่าสุดไอเอ็มเอฟก็ลดประมาณการจีดีพีลงจาก 2% เหลือ 1.7% โดยเมื่อสิ้นไตรมาสแรกแล้ว สศอ.อาจจะต้องมีการทบทวนประมาณ MPI ที่เดิมคาดไว้ในช่วง 3.54.5% กับ จีดีพีอุตสาหกรรมในช่วง 56% ใหม่อีกครั้ง” หทัย กล่าว
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบหนักจากเงินบาทแข็งค่า ได้แก่กลุ่มเฟอร์นิเจอร์ ยาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีการส่งออกมากและนำเข้าวัตถุดิบน้อย
ในส่วนของอุตสาหกรรมรถยนต์ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมา แม้จะได้รับผลกระทบจากค่าบาทแข็งค่า ทำให้มูลค่าการส่งออกลดลง 4,758 ล้านบาท แต่การผลิตโดยรวมยังคาดว่าจะขยายตัวได้ต่อเนื่อง โดยผู้ประกอบการยังคงเร่งการผลิตให้ทันส่งมอบแก่ลูกค้า คาดว่าไตรมาสแรกปีนี้จะมีการผลิตรถยนต์รวม 7.1 แสนคัน หรือเพิ่มขึ้น 42.19% เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน
ขณะที่อุตสาหรรมเหล็กและเหล็กกล้าคาดว่าจะได้แรงหนุนจากโครงการลงทุนภาครัฐและการลงทุนในโครงการที่เกี่ยวเนื่องของภาคเอกชนโดยคาดว่าทั้งไตรมาสปริมาณการผลิตจะขยายตัวอยู่ที่ 8% ความต้องการอยู่ที่ 6%







