
แรงงานไทยสู่อาเซียนโอกาสดีอยู่ที่ไหน
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
เมื่อกล่าวถึงประชาคมอาเซียน คนทุกอาชีพต่างคิดและตั้งคำถามถึงโอกาสของตัวเอง เพราะเชื่อว่า น่าจะช่วยให้มีโอกาสไปทำงานต่างประเทศเพิ่มขึ้น
ข้อมูลจากเว็บไซต์ BusinessinAsia รายงานว่า การปรับค่าแรงขั้นต่ำในปี 2556 นี้ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะในไทยเท่านั้น แต่ยังเกิดขึ้นกับประเทศอื่นในอาเซียนด้วย เช่น มาเลเซีย พนักงานกินเงินเดือนทั่วไปได้รับการปรับเงินเดือนขึ้น 65% เป็น 800-900 ริงกิตต่อเดือน ขึ้นกับแต่ละรัฐ แต่ยังไม่รวมค่าล่วงเวลา
ขณะที่เวียดนามปรับค่าแรงขั้นต่ำเป็น 1.65-2.35 ล้านด่องต่อเดือน ส่วนอินโดนีเซียปรับค่าแรงขั้นต่ำขึ้น 44%
คำถามคือ ค่าแรงขั้นต่ำที่ปรับสูงขึ้นนี้ มีผลดีอย่างไรต่อภาคแรงงานและเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดในการพิจารณาเพื่อข้ามแดนไปทำงานในอาเซียนหรือไม่
ข้อมูลของสำนักบริหารแรงงานไทยไปต่างประเทศ ณ เดือน ม.ค. 2556 ประมาณการว่า ปัจจุบันมีแรงงานไทยที่ทำงานอยู่ในอาเซียนโดยถูกต้องตามกฎหมายราว 42,867 คน โดยทำงานอยู่ที่สิงคโปร์มากที่สุด 23,065 คน ตามด้วยบรูไน มาเลเซีย และลาว ตามลำดับ โดยส่วนใหญ่มีอายุเฉลี่ยระหว่าง 37-42 ปี
ขณะที่สถิติการเดินทางไปทำงานในปี 2555 แรงงานไทยเดินทางไปทำงานในสิงคโปร์มากที่สุด 11,864 คน แต่มาเลเซียอยู่อันดับ 2 ที่ 4,441 คน และบรูไนตกไปอยู่อันดับ 3 ที่ 2,697 คน
ประวิทย์ เคียงผล อธิบดีกรมการจัดหางาน บอกว่า กลุ่มแรงงานที่ไปทำงานในอาเซียน แบ่งออกได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ กลุ่มแรก คือ กลุ่มแรงงานไร้ฝีมือ เช่น คนงานทั่วไป นิยมไปทำงานในสิงคโปร์ มาเลเซีย และบรูไน เนื่องจากมีรายได้สูงกว่าประเทศไทย ขณะที่กลุ่มแรงงานฝีมือในตำแหน่งช่าง เช่น ช่างเชื่อม ช่างเทคนิค ช่างประกอบโครงสร้าง ช่างเหล็ก และช่างไม้ จะไปทำงานในประเทศที่เหลือพร้อมกับนายจ้าง
เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน เชื่อว่าตลาดแรงงานในอาเซียนอาจมีความเปลี่ยนแปลงไปบ้าง เช่น สิงคโปร์มีความต้องการแรงงานฝีมือเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะวิศวกรและอาชีพที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้าง ขณะที่งานภาคบริการ รัฐบาลสิงคโปร์มีความต้องการคนที่จบการศึกษาระดับอนุปริญญาและปริญญาตรีอีกมาก โดยไม่จำกัดกลุ่มประเทศ จึงน่าจะเป็นโอกาสของแรงงานไทยที่สนใจไปทำงานในสิงคโปร์
อย่างไรก็ตาม สิงคโปร์มีนโยบายมุ่งเน้นการเพิ่มผลิตภาพของประเทศให้สูงขึ้นจาก 1% เป็น 23% ภายใน 10 ปี จึงต้องเพิ่มทักษะแรงงาน เพิ่มนวัตกรรม และเน้นการนำเทคโนโลยีใหม่ๆ มาปรับใช้ในการทำงาน ดังนั้นแรงงานไทยที่ต้องการไปทำงานในสิงคโปร์ต้องพัฒนาทักษะฝีมือให้สูงขึ้น
ขณะที่มาเลเซียปัจจุบันมีคนเข้าไปทำงานทั้งตามฤดูกาลและทำประจำในด้านเกษตรกรรมและการเพาะปลูก โดยส่วนใหญ่เป็นชาวมุสลิมใน 5 จังหวัดภาคใต้ การเดินทางไปจึงไม่นิยมแจ้งการเดินทางและลงทะเบียน ใช้เพียงบัตรผ่านแดนข้ามไปทำงานเท่านั้น
ส่วนบรูไนปัจจุบันถูกมองข้าม เพราะมีค่าจ้างที่จูงใจน้อยกว่าประเทศอื่น จึงมีแนวโน้มแรงงานไทยไปทำงานลดลงเรื่อยๆ ทั้งที่บรูไนต้องการแรงงานไทยมาก และค่าครองชีพบรูไนก็ต่ำกว่าประเทศอื่น
สำหรับภาพรวมการเดินทางไปทำงานในประเทศอื่นนั้น ปัจจัยเรื่องค่าแรงขั้นต่ำกลับไม่ใช่ปัจจัยหลัก แต่ขึ้นอยู่กับการเข้าไปลงทุนของบริษัทไทยมากกว่า สังเกตว่าค่าแรงขั้นต่ำของพม่าต่ำที่สุดในอาเซียน แต่กลับมีคนไทยเข้าไปทำงานมากกว่าทั้งฟิลิปปินส์และกัมพูชาที่มีค่าแรงสูงกว่าหลายเท่า เนื่องจากนายจ้างพร้อมจ่ายค่าจ้างในอัตราของไทยอยู่แล้ว
ทั้งนี้ แรงงานฝีมือด้านก่อสร้าง เป็นอาชีพที่มีโอกาสสูงในอาเซียน เพราะเป็นกลุ่มที่มีอำนาจในการต่อรองค่าจ้าง สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์ต่างๆ จากนายจ้างเองได้ เช่น ตำแหน่งช่างเชื่อม หากทำงานในสิงคโปร์จะได้เฉลี่ยประมาณ 6 หมื่นบาทต่อเดือน ขณะที่อินโดนีเซีย 3 หมื่นบาทต่อเดือน มาเลเซีย 2.3 หมื่นบาทต่อเดือน เวียดนาม 2.1 หมื่นบาทต่อเดือน ลาวและบรูไน 1.5 หมื่นบาทต่อเดือน
การออกไปทำงานในอาเซียนเป็นเรื่องที่ทำได้ แต่ไม่ควรมองข้ามโอกาสการทำงานในประเทศด้วย ข้อมูลการให้บริการจัดหางานของกรมการจัดหางานในเดือน ม.ค. 2556 พบว่า ตำแหน่งงานที่ยังไม่มีผู้เข้าบรรจุงาน 3 ลำดับแรก คิดรวมกันมากกว่า 8,000 อัตรา ได้แก่ แรงงานทั่วไป 3,818 อัตรา แรงงานด้านการผลิต 2,572 อัตรา พนักงานขายและผู้นำเสนอสินค้าอื่นๆ 2,448 อัตรา







