
รายย่อยเนื้อหอมอินทัชเล็งร่วมทุน
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
โดย...ดวงใจ จิตต์มงคล
ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา หน่วยงานหลายภาคส่วนทั้งรัฐและเอกชนต่างหันมาให้ความสำคัญกับธุรกิจ “เอสเอ็มอี” กันถ้วนหน้า ด้วยเชื่อว่าจะเป็นกองทัพมดสำคัญที่จะผลักดันให้เศรษฐกิจเติบโตทั้งระบบ
ปัจจุบันกลุ่มเอสเอ็มอีไทยรุ่นใหม่ ที่คลุกคลีกับเทคโนโลยีและต้องการขยายการลงทุนทางธุรกิจสามารถเสาะหาได้หลายช่องทางผ่านการร่วมลงทุน
สมประสงค์ บุญยะชัย ประธานกรรมการบริหาร กลุ่มอินทัช ผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ “เอไอเอส” กล่าวในงานสัมมนา “บียอนด์ SMEs...กับการเติบโตแบบก้าวกระโดด” ว่า เพื่อเตรียมรับโอกาสทางธุรกิจและการแข่งขันจากการเปิดเสรีประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นใน 2 ปีจากนี้ไป กลุ่มผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางย่อม หรือเอสเอ็มอีไทย จะเติบโตก้าวกระโดด โดยมี 3 ปัจจัย ดังนี้
1.ผู้ประกอบเอสเอ็มอีต้องเข้าใจธุรกิจอย่างถ่องแท้และมีวิสัยทัศน์ (Vision) ในการดำเนินธุรกิจที่ชัดเจน เช่น เข้าใจลูกค้าและความต้องการของลูกค้า มีความชัดเจนด้านสินค้าและบริการ คำนึงปัจจัยที่มีผลกระทบต่อตลาดและการแข่งขัน และมองเห็นภาพว่าจะเติบโตอย่างไร
2.เอสเอ็มอีต้องมีขีดความสามารถ (Core Competency) คือ ความรู้และประสบการณ์ ความรู้นั้นได้มาจากการเรียน หรือการอ่านหนังสือเพิ่มเติม ซึ่งเมื่อผู้ประกอบการมีความรู้แล้วต้องนำมาคิดต่อยอดให้เกิดประโยชน์ต่อธุรกิจ และลงมือทำจะช่วยให้มีประสบการณ์เพิ่มขึ้น
สุดท้าย ทรัพย์ หรือทุน (Working Capital)ที่สามารถหาได้จากหลายแหล่ง เช่น เงินออม เงินกู้ การระดมทุนผ่านตลาดหลักทรัพย์ หรือการหาผู้ร่วมลงทุน เช่น Venture Capital เพื่อนำมาเป็นเงินทุนหมุนเวียนในการประกอบกิจการและขยายธุรกิจในอนาคต
สำหรับอินทัชมีโครงการร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการรายย่อย หรืออินเวนต์ เน้นร่วมลงทุนในบริษัทที่มีศักยภาพในการเติบโต และเป็นธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มธุรกิจของกลุ่มอินทัช เช่น ธุรกิจที่เกี่ยวกับโทรศัพท์มือถือ (โมบาย แอพพลิเคชัน) โทรคมนาคมและโครงสร้างพื้นฐานของเน็ตเวิร์ก ไอทีคลาวด์ คอมพิวติง
นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มผู้ผลิตรายการโทรทัศน์ เจ้าของลิขสิทธิ์รายการโทรทัศน์ ฯลฯ ซึ่งโครงการจะเน้นให้การสนับสนุนกับกลุ่มธุรกิจที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดและสามารถเพิ่มความพึงพอใจให้กับลูกค้าบริษัทได้ เน้นการร่วมลงทุนในบริษัทไทยเป็นหลัก ขณะเดียวกันกันก็เปิดโอกาสให้กับริษัทต่างชาติที่สนใจด้วย โดยจะเข้าร่วมลงทุนในธุรกิจที่อยู่ในช่วงเริ่มต้น หรืออยู่ในช่วงที่กำลังเติบโต
ขณะที่สัดส่วนการถือหุ้นในบริษัทที่ร่วมลงทุน ไม่ได้จำกัดจำนวนที่ชัดเจน แต่ไม่สนใจเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ โดยวางนโยบายการลงทุนของอินเวนท์ ดังนี้ 1.งบประมาณการลงทุน 200 ล้านบาทต่อปี 2.การลงทุนขั้นต่ำในแต่ละบริษัทขั้นต่ำ 5 ล้านบาท ใช้ระยะเวลาการลงทุนโดยทั่วไป 35ปี และการถอนตัวออกจากกองทุน(EXIT) มี 3 รูปแบบ คือ ไอพีโอ, ขายคืนผู้ถือหุ้นเดิม หรือ อาจจะขายคืนให้กับบริษัทในเครือ
ในอนาคตอินเวนต์จะเป็นโครงการต่อเนื่องระยะยาวอาจจะแยกออกมาเป็นบริษัทได้ ซึ่งกลุ่มอินทัช มีความต้องการที่จะร่วมมือพัฒนาบริษัทต่างๆที่ร่วมลงทุนให้เป็น “สตราติจิก พาร์ตเนอร์” เพื่อการพัฒนาธุรกิจใหม่ในเครือ เช่น ธุรกิจ 3จี ธุรกิจดิจิตอล ทีวี เป็นต้น เพื่อที่จะเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของกลุ่มอินทัช
พร้อมกล่าวสำทับว่า ในปัจจุบันผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย มีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศไทย ส่งผลให้เกิดการสร้างงาน การกระจายรายได้สู่ประชาชน มีเงินทุนหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น รัฐเก็บภาษีได้เพิ่มขึ้น ที่นอกจากเศรษฐกิจไทยทั้งระบบจะเติบโตแล้ว ประชาชนทั้งประเทศยังจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นด้วย







