
หุ้นกู้ 100 ปี
เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ค่อยสนใจ (เพราะลุ้นว่าใครจะชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ มันกว่า) ก็คือข่าวที่ ธนาคารกรุงเทพ มีโครงการจะออกหุ้นกู้ไม่ว่าด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ และ/หรือมีประกันหรือไม่มีประกัน ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นกู้ระยะสั้น หุ้นกู้อนุพันธ์ หุ้นกู้ที่ไถ่ถอนเมื่อธนาคารเลิกกิจการ และหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ไม่สะสมดอกเบี้ยจ่ายและไม่จ่ายดอกเบี้ยในปีที่ไม่มีกำไร (รวมเรียกว่า “หุ้นกู้”) วงเงินไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท หรือมูลค่าที่เทียบเท่าในเงินสกุลอื่น เสนอขายต่อผู้ลงทุนในประเทศ และ/หรือในต่างประเทศ โดยเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป และ/หรือผู้ลงทุนประเภทสถาบัน
เมื่อวันที่ 1 มี.ค.ที่ผ่านมา มีข่าวเล็กๆ ข่าวหนึ่งที่หลายคนอาจไม่ค่อยสนใจ (เพราะลุ้นว่าใครจะชนะเลือกตั้งเป็นผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่ มันกว่า) ก็คือข่าวที่ ธนาคารกรุงเทพ มีโครงการจะออกหุ้นกู้ไม่ว่าด้อยสิทธิหรือไม่ด้อยสิทธิ และ/หรือมีประกันหรือไม่มีประกัน ซึ่งรวมถึงแต่ไม่จำกัดเฉพาะหุ้นกู้ระยะสั้น หุ้นกู้อนุพันธ์ หุ้นกู้ที่ไถ่ถอนเมื่อธนาคารเลิกกิจการ และหุ้นกู้ด้อยสิทธิที่มีลักษณะคล้ายทุนที่ไม่สะสมดอกเบี้ยจ่ายและไม่จ่ายดอกเบี้ยในปีที่ไม่มีกำไร (รวมเรียกว่า “หุ้นกู้”) วงเงินไม่เกิน 1.5 แสนล้านบาท หรือมูลค่าที่เทียบเท่าในเงินสกุลอื่น เสนอขายต่อผู้ลงทุนในประเทศ และ/หรือในต่างประเทศ โดยเสนอขายแก่ประชาชนทั่วไป และ/หรือผู้ลงทุนประเภทสถาบัน
ในแต่ละขณะธนาคารสามารถเสนอขายหุ้นกู้ได้ภายในวงเงินดังกล่าว หักด้วยจำนวนหุ้นกู้ที่ได้ออกตามวงเงินดังกล่าวแต่ยังไม่ได้รับการไถ่ถอน ณ ขณะนั้น ทั้งนี้ ธนาคารสามารถออกและเสนอขายหุ้นกู้หลายประเภทพร้อมกันในคราวเดียวกัน หรือธนาคารจะทยอยออกและเสนอขายหุ้นกู้เป็นคราวๆ ไป และ/หรือเป็นโครงการ และ/หรือในลักษณะหมุนเวียน (Revolving) และอาจออกและเสนอขายควบกับหรือพร้อมกับหลักทรัพย์อื่นได้
ทั้งนี้ ให้หุ้นกู้ที่ไม่ใช่หุ้นกู้ที่ไถ่ถอนเมื่อธนาคารเลิกกิจการ มีระยะเวลาไถ่ถอนไม่เกิน 100 ปี
คำว่า “100 ปี” ก็เลยทำให้มีแฟนคอลัมน์บางคนสงสัยถามว่า หุ้นกู้อย่างนี้สงสัยคนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าซื้อเพื่อเป็นมรดกให้รุ่นลูกรุ่นหลานก็น่าจะ โอเค รึเปล่า
ก่อนอื่น เราต้องรู้จักกับคำว่า “หุ้นกู้” ก่อนนะครับ “หุ้นกู้” กับ “หุ้น” ในตลาดหลักทรัพย์ฯ เป็นคนละเรื่องเดียวกันเลย “หุ้นกู้” คือ ตราสารหนี้ โดยผู้ซื้อหุ้นกู้จะมีฐานะเป็น “เจ้าหนี้” ส่วนผู้ออกหุ้นกู้มีฐานะเป็น “ลูกหนี้” เทียบได้กับผู้ซื้อหุ้นกู้ คือ เจ้าของเงินฝาก เอาเงินไปฝากธนาคาร ธนาคารก็จะคล้ายผู้ออกหุ้นกู้ ธนาคารจะให้สมุดบัญชีเงินฝากเรามา ก็คล้ายกับ “หุ้นกู้” นั่นเอง
ดังนั้น ผู้ซื้อหุ้นกู้จะได้รับดอกเบี้ยเป็นผลตอบแทน และเมื่อหุ้นกู้ครบอายุก็จะได้รับเงินต้นคืน ดอกเบี้ยที่ผู้ซื้อหุ้นกู้ได้รับต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย 15% เหมือนดอกเบี้ยเงินฝาก ส่วนที่ต่างกันระหว่างบัญชีเงินฝากกับหุ้นกู้ ก็คือ เราเอาบัญชีเงินฝากเราไปขายให้คนอื่นไม่ได้ แต่หุ้นกู้ ถ้าเราไม่อยากถืออีกแล้ว ก็สามารถเอาไปขายคนอื่นได้ ราคาก็แล้วแต่ตกลงกันทั้งสองฝ่าย ซึ่งมีปัจจัยมากมายกระทบต่อราคาซื้อขายหุ้นกู้
ถ้าเรามาดูเนื้อหากันจริงๆ จะเห็นว่าครั้งนี้ธนาคารกรุงเทพมีแผนออกหุ้นกู้ที่ยืดหยุ่นมาก ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบของหุ้นกู้ หรืออายุของหุ้นกู้ (คืออายุเท่าไหร่ก็ได้แต่ไม่เกิน 100 ปี) จำนวนครั้งที่ออก (จะออกกี่ครั้งก็ได้ ถ้าไม่เกินวงเงินที่ได้รับอนุมัติไว้)
ดังนั้น ถามว่าถ้าจะลงทุนในหุ้นกู้ล็อตใดล็อตหนึ่งที่ออก หรือจะซื้อหุ้นกู้ของบริษัทต่างๆ ที่ทยอยออกกันมามากช่วงนี้ ควรจะดูอะไรเป็นเกณฑ์ในการพิจารณาดี
อันดับแรก คือ ผลตอบแทน หรือดอกเบี้ยที่หุ้นกู้ให้ครับ ดอกเบี้ยที่เราได้รับควรจะต้องสมน้ำสมเนื้อกับความเสี่ยงของหุ้นกู้ล็อตนั้นๆ ยกตัวอย่างง่ายๆ หุ้นกู้รัฐบาลไม่ค้ำประกัน ต่างจากเงินฝากที่รัฐบาลค้ำประกันให้ 50 ล้านบาท
ถ้าอายุเท่ากัน หุ้นกู้ควรต้องให้ดอกเบี้ยที่สูงกว่าเงินฝาก ดอกเบี้ยจะสูงแค่ไหนก็ขึ้นกับว่าเราไว้ใจคนออกหุ้นกู้แค่ไหนว่าจะไม่เบี้ยว ยกตัวอย่างง่ายๆ ถ้าพวกเรามีเงิน 1 หมื่นบาท เทียบระหว่างฝากธนาคารเกียรตินาคิน 1 ปี ดอกเบี้ย 3.20% กับให้ผมยืมสัก 1 ปี ดอกเบี้ย 5% พวกเราคงเลือกฝากธนาคารเกียรตินาคิน ไม่กล้าให้ผมยืม แต่ถ้าผมบอกว่าผมจะให้ดอกเบี้ย 20% ล่ะ
พวกเราบางคนก็อาจเปลี่ยนใจให้ผมยืมก็ได้ เหตุผลก็เพราะการให้ผมยืมมีความเสี่ยงสูงกว่าการฝากเงินกับธนาคารเกียรตินาคินมาก แล้วกรณีที่ผู้ออกหุ้นกู้เป็นบริษัทต่างๆ มากมาย เราจะรู้ได้อย่างไรว่าบริษัทไหนเสี่ยงกว่ากัน เรื่องนี้สำคัญมากครับ เพราะคนเรามักใช้ความคุ้นเคยวัดความเสี่ยง
เช่น บริษัทไหนที่เรารู้จักชื่อดี ก็มักจะคิดว่ามีความเสี่ยงต่ำกว่าบริษัทที่เราไม่รู้จักชื่อ จริงๆ แล้วชื่อเสียงกับความเสี่ยงไม่เกี่ยวกัน บริษัทที่มีชื่อเสียงดีเบี้ยวหนี้มาก็เยอะ เรื่องนี้ทางรัฐบาลช่วยเราเยอะ โดยบังคับให้ใครก็ตามที่จะออกหุ้นกู้ขายประชาชน ต้องผ่านการจัดอันดับความน่าเชื่อถือจากสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ (ในไทยตอนนี้มี 2 สถาบัน คือ TRIS และ Fitch Rating) คล้ายๆ กับฉลากประหยัดไฟของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ เพื่อบอกเราว่า หุ้นกู้แต่ละตัวเสี่ยงมากน้อยต่างกันแค่ไหน ตัวอย่าง อันดับความน่าเชื่อถือของตราสารหนี้ระยะยาว
หุ้นกู้ตัวไหนที่เสี่ยงต่ำ ดอกเบี้ยที่เราจะได้ก็จะน้อย หุ้นกู้ตัวไหนที่เสี่ยงสูง ดอกเบี้ยที่เราจะได้ก็จะมาก ทำนอง High Risk High Return นั่นเอง หุ้นกู้ที่อันดับความน่าเชื่อถืออยู่ตั้งแต่ BBB ขึ้นไป เขาถือกันว่าเป็นกลุ่มตราสารหนี้ระดับน่าลงทุน คือ ความเสี่ยงไม่สูง แต่ถ้าต่ำกว่า BBB ลงมา เขาถือว่าเป็นกลุ่มตราสารหนี้ระดับเก็งกำไร คือมีความเสี่ยงสูง หุ้นกู้กลุ่มนี้ดอกเบี้ยจะมาก แต่คนถือก็ต้องลุ้นตลอดเวลาว่า “อย่าเบี้ยวนะ”
ดังนั้น สิ่งแรกที่ต้องดูก่อนตัดสินใจซื้อหุ้นกู้ คือ อันดับความน่าเชื่อถือนะครับ ใครชอบแบบไหน เลือกแบบนั้น ชอบแบบชัวร์ๆ แต่ดอกเบี้ยน้อย ก็เลือกกลุ่มตราสารหนี้ระดับน่าลงทุน แต่ถ้าชอบดอกเบี้ยเยอะๆ กล้าเสี่ยง ก็เลือกกลุ่มตราสารหนี้ระดับเก็งกำไรครับ ลางเนื้อชอบลางยา
ครั้งหน้าค่อยมาดูปัจจัยตัวอื่นๆ ในการพิจารณาซื้อหุ้นกู้กันต่อครับ







