
ผุดแอพมือถือช่วยลดต้นทุน
ตั้งเป้าหมายเจาะ 250 ธุรกิจทำกำไรพุ่งกสอ.หนุนงบประมาณรายย่อย
ตั้งเป้าหมายเจาะ 250 ธุรกิจทำกำไรพุ่งกสอ.หนุนงบประมาณรายย่อย
กสอ.ดันซอฟต์แวร์ แอพมือถือช่วยเอสเอ็มอีลดต้นทุน เพิ่มรายได้
กรมส่งเสริมอุตสาหกรรมดันซอฟต์แวร์โทรศัพท์มือถือด้านธุรกิจ ประเดิม 250 โรงงานทดลองใช้ 11 แอพฯ รุ่นใหม่ คาดลดต้นทุนให้เอสเอ็มอีลดต้นทุนเพิ่มยอดขายไม่น้อยกว่าล้านบาทต่อเดือน พร้อมประกาศเดินหน้า ECIT ต่อเนื่อง หลังผลงานเข้าตา
นายโสภณ ผลประสิทธิ์ อธิบดีกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า กสอ.ได้ผลักดันโครงการ “ECIT Mobile Application for SMEs” หรือการพัฒนาและส่งเสริมให้เอสเอ็มอีใช้แอพพลิเคชันบนมือถือ (โมบาย แอพพลิเคชัน) ในการดำเนินธุรกิจ โดยวางเป้าหมายให้เอสเอ็มอีไม่น้อยกว่า 250 กิจการ ได้ใช้งานโมบายแอพพลิเคชันในการบริหารจัดการในธุรกิจอุตสาหกรรมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งจะช่วยเอสเอ็มอีลดต้นทุนและเพิ่มยอดขายไม่น้อยกว่า 1 ล้านบาทต่อเดือน
สำหรับเอสเอ็มอีที่เข้าร่วมในกิจกรรมนี้ สามารถใช้โมบายแอพพลิเคชันด้านการ บริหารการจัดการในธุรกิจอุตสาหกรรมผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต มีให้เลือก 11 โมบาย แอพ จากบริษัทซอฟต์แวร์ไทย 11 แห่ง ที่ผ่านการคัดเลือกจากคณะกรรมการจากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น สำนักงานส่งเสริมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือซิป้า เขตอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ประเทศไทย หรือซอฟต์แวร์พาร์ค และสมาคมอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ไทย โดยผู้ประกอบการไม่เสียค่าใช้จ่าย
ซึ่ง SMEs สามารถนำไปใช้ในการเพิ่มผลิตภาพ เช่น ลดขั้นตอนในการบริหารงาน ให้สะดวก รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพ และช่วยลดต้นทุนต่างๆที่เกี่ยวข้อง มีระบบการตรวจสอบ ทำให้ช่วยลดความสูญเปล่าในด้านต่างๆที่เกี่ยวข้อง ช่วยลดสินค้าคงคลัง ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยต่ำลง ช่วยเพิ่มภาพลักษณ์ของร้านให้เด่นขึ้น ส่งผลให้มียอดขายสูงขึ้น การบริหารลูกค้าสัมพันธ์ดีขึ้น ทำให้ลูกค้ามาซื้อสินค้าบ่อยขึ้นและมากขึ้น ช่วยให้ยอดขายสูงขึ้น
ส่วน 11 แอพพลิเคชั่นที่เข้าร่วมโครงการนี้ประกอบด้วย บริษัท Apptividia ซึ่งทำซอฟต์แวร์ทางด้านการส่งเสริมการขายผ่านช่องทางตลาดสมัยใหม่บนอุปกรณ์พกพารูปแบบต่างๆ, บริษัท Arunsawad dot com ซึ่งทำซอฟต์แวร์ด้าน call center และมีระบบแจ้งเตือนที่ได้รับรางวัลมากมายอย่าง iLertu, บริษัท Buzzebees ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ทางด้านการสะสมคะแนนจากการใช้จ่าย โดยจุดเด่นอยู่ที่การเชื่อมต่อกับ Facebook อย่างเต็มรูปแบบ, บริษัท Inventech Systems จัดทำซอฟต์แวร์ด้านการขายและการจัดส่งสินค้าผ่านระบบโมบายล์, บริษัท Microdrive ซึ่งทำซอฟต์แวร์ด้านระบบควบคุมการขนส่งผ่านอุปกรณ์พกพา, บริษัท Double M จัดทำระบบ Sales 2 Go เชื่อมต่อกับระบบ Enterprise Resource Planning หรือ ERP เพื่อช่วยในการตรวจสอบสินค้าคงคลัง และบันทึกคำสั่งขายผ่านระบบ 3G หรือ wifi, บริษัท Box Box จัดทำระบบบัตรสมาชิกและบัตรสะสมแต้มออนไลน์, บริษัท ABSKKS Softnet จัดทำโปรแกรมบริหารการขายบนแอนดรอยด์แท็บเล็ต, บริษัท ภูมิซอฟต์ ซึ่งทำระบบ Human Pay Outsourcing Payroll หรือระบบบริหารงานเงินเดือนแบบเอาท์ซอร์สผ่านอุปกรณ์พกพา, บริษัท NB Solutions จัดทำโปรแกรมบริหารจัดการงานบำรุงรักษา และบริการหลังการขาย และสุดท้ายคือ บริษัท ดิจิโอ (ประเทศไทย) จัดทำระบบรับชำระเงินผ่านบัตรเครดิตผ่านโทรศัพท์มือถือ
“เป้าหมายเบื้องต้นของโครงการนี้ ทางผู้ประกอบการซอฟต์แวร์จะนำแอพพลิเคชันดังกล่าวให้กับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมไปใช้งาน โดยเฉลี่ย 50 กิจการต่อราย โดยทาง กสอ.จะสนับสนุนงบประมาณในด้านการจัดฝึกอบรมการใช้งาน และในส่วนของผู้ประกอบการอุตสาหกรรมให้กับเจ้าของซอฟต์แวร์ดังกล่าว ซึ่งจะทำให้การตัดสินใจในการใช้งานจะมีมากขึ้น” นายโสภณ กล่าว
ปัจจุบันมีเอสเอ็มอีจำนวน 360 กิจการมีระบบไอทีเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการตัดสินใจในการบริหารงานได้ ทั้งการวางแผนการผลิต การสต๊อกวัตถุดิบ การติดตาม การส่งของตามคำสั่งซื้อ เป็นต้น ซึ่งส่งผลในการเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของเอสเอ็มอี สามารถลดต้นทุนและเพิ่มกำไรไม่น้อยกว่า 200 ล้านบาท
นอกจากนี้ มีเอสเอ็มอีจำนวน 4,000 กิจการที่เข้าร่วมในระบบ eMarketplace เป็นการค้าออนไลน์แบบ B2B มีช่องทางในการตลาดเพิ่มมากขึ้น และสามารถสร้างยอดขายได้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมามียอดการเสนอซื้อและขายสินค้าไม่ต่ำกว่า 150 ล้านบาทต่อเดือน สามารถสร้างองค์ความรู้ให้กับ เอสเอ็มอีผ่านสื่อต่างๆ รวมถึงการสัมมนา ในเรื่องการประยุกต์ใช้ไอทีในกิจการ ซึ่งเป็นช่องทางในการกระตุ้นให้เอสเอ็มอีใช้ระบบไอทีเข้ามาช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มมากขึ้น
สำหรับผลการดำเนินงานโครงการอีซี่ไอที ตั้งแต่ปี 2552 – 2555 ปรากฎว่าสามารถสร้างรูปแบบการใช้ระบบไอทีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Cloud Computing) ทำให้ลดต้นทุนของ SMEs ในการนำระบบไอทีมาใช้ในกิจการ เช่น ลดต้นทุนด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ , ลดต้นทุนจัดซื้อเครื่องแม่ข่าย , ลดต้นทุนในการจ้างพนักงานดูแลด้านระบบไอที และอื่นๆที่เกี่ยวข้อง โดยประมาณการ SMEs สามารถลดต้นทุนได้โดยเฉลี่ย 400,000 บาทต่อบริษัท นอกจากนี้ยังสามารถช่วย ลดการนำเข้าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ
รศ.ดร.โกวิท ชาญวิทยาพงศ์ คณะบดีวิทยาลัยนวัตกรรม มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เปิดเผยว่า โครงการพัฒนาและส่งเสริมให้ SMEs ใช้ Mobile Application เป็นการตอบรับการเติบโตของการใช้งานด้านโมบายล์แอพพลิเคชันที่มีมากขึ้น แต่ขณะเดียวกันซอฟต์แวร์ดังกล่าวกลับมีการพัฒนาสำหรับภาคธุรกิจไม่มากนัก ส่วนใหญ่จะเน้นเกม บันเทิง และไลฟสไตล์มากกว่า อย่างไรก็ตามหลังจากที่ม.ธรรมศาสตร์ได้เข้ามาศึกษาร่วมกับทางกรมส่งเสริมอุตสาหกรรมกลับพบว่า ภาคอุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ของไทยมีการปรับตัวอย่างมาก และพร้อมที่จะเขียนซอฟต์แวร์ด้านโมบายล์เชื่อมต่อกับระบบซอฟต์แวร์ธุรกิจที่มีอยู่แล้วในท้องตลาด แต่ยังไม่มีหน่วยงานที่เข้ามาส่งเสริมให้เร่งผลิตอย่างจริงจัง ดังนั้นครั้งนี้จึงถือเป็นครั้งแรกที่นำระบบซอฟต์แวร์โมบายล์มาใช้งานในภาคอุตสาหกรรม
สำหรับผลการดำเนินงานโครงการอีซี่ไอที ตั้งแต่ปี 2552–2555 สามารถสร้างรูปแบบการใช้ระบบไอทีผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต (Cloud Computing) ทำให้ลดต้นทุนของเอสเอ็มอีในการนำระบบไอทีมาใช้ในกิจการ เช่น ลดต้นทุนด้านลิขสิทธิ์ซอฟต์แวร์ ต้นทุนจัดซื้อเครื่องแม่ข่าย ต้นทุนในการจ้างพนักงานดูแลด้านระบบไอที คาดว่าจะทำให้ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถลดต้นทุนได้โดยเฉลี่ย 4 แสนบาทต่อบริษัทนอกจากนี้ยังสามารถช่วย ลดการนำเข้าฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์จากต่างประเทศ







