
พ.ค.เพิ่มหลักประกัน
มติเอกฉันท์วาง 20% รักษาระบบแห่ซื้อหุ้นพื้นฐานดัชนีพุ่งแรงรวม 65 จุด
มติเอกฉันท์วาง 20% รักษาระบบแห่ซื้อหุ้นพื้นฐานดัชนีพุ่งแรงรวม 65 จุด
ตลท.สมาคมโบรกเกอร์ไฟเขียวเพิ่มวางหลักประกันบัญชีเงินสดเป็น 20% เริ่ม 2 พ.ค.นี้
นายจรัมพร โชติกเสถียร กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) เปิดเผยภายหลังจากตลาดหลักทรัพย์ได้หารือกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย (บล.) เรื่องการพิจารณาการเพิ่มอัตราการวางหลักประกันบัญชีเงินสดเป็น 20% จากเดิมอยู่ที่ 15% ซึ่งที่ประชุมมีมติเห็นชอบ โดยจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 2 พ.ค.นี้เป็นต้นไป ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงในการซื้อขายและชำระราคาหลักทรัพย์
อย่างไรก็ดี เกณฑ์ดังกล่าวถือว่าเป็นช่วงเหมาะสมที่จะปรับเพิ่มขึ้น เพราะตลาดหุ้นไทยมีขนาดใหญ่ขึ้น ประกอบกับครั้งล่าสุดที่เพิ่มวางหลักประกันบัญชีเงินสดมาเป็น 15% คือปี 2551 จากปี 2547 กำหนดให้วางหลักประกันที่ 10% ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีการปรับขึ้นมาทีละขั้นตอนตลอด
ในที่ประชุมไม่ได้มีการหารือถึงสถานการณ์ตลาดหุ้นที่ดัชนีปรับลงแรงเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา อาจเป็นเพราะเข้าใจตรงกันว่าที่ดัชนีปรับลดลงนั้นเกิดจากแรงขายทำกำไร
นายจรัมพร กล่าวต่อว่า ปกติเวลาหุ้นลงทุก 1% ก็จะให้โบรกเกอร์รายงานยอดการปล่อยสินเชื่อซื้อหลักทรัพย์ (มาร์จิน) อยู่แล้ว ซึ่งหากพบความผิดปกติก็จะมีการส่งเรื่องไปยังสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ให้ตรวจสอบอยู่แล้ว แต่วันนั้นตลาดหุ้นร่วงลงกว่า 3% ก็ต้องตรวจสอบและขอข้อมูลจากโบรกเกอร์ แต่ไม่สามารถเปิดเผยในรายละเอียดได้
นางภัทธีรา ดิลกรุ่งธีระภพ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) และนายกสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ไทย กล่าวว่า สมาชิกส่วนใหญ่เห็นด้วยกับการเพิ่มหลักประกัน เพราะไม่ได้เป็นมาตรการสกัดกั้นการเก็งกำไร แต่เป็นเครื่องมือในการดูแลระบบ
“เพิ่มหลักประกันมีผลต่อตลาดไม่มากนัก แต่ยอมรับว่าจะมีผลต่อนักลงทุนที่ซื้อขายจบภายในหนึ่งวันและนักลงทุนใหม่ที่มาเปิดบัญชี แต่เงินส่วนที่วางหลักประกันก็จะได้รับดอกเบี้ย” นางภัทธีรา กล่าว
ด้านภาวะตลาดหุ้นที่ดีขึ้นเป็นวันที่สอง รวมดัชนีพุ่งขึ้นมา 65.06 จุด นางภัทธีรา กล่าวว่า แนวโน้มตลาดดูดีขึ้น แต่การปรับขึ้นแรงคงจะช้ากว่าที่ผ่านมา เนื่องจากตลาดหุ้นที่ทรุดลงแรงเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้นักลงทุนมีประสบการณ์และเลือกซื้อหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานมากขึ้น
นายพิเชษฐ สิทธิอำนวย กรรมการผู้อำนวยการ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง เปิดเผยว่า ช่วงกลางเดือน พ.ค.นี้ควรจับตาว่าปัจจัยพื้นฐานหุ้นไทยยังดีอยู่หรือไม่ เนื่องจากบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จะเริ่มประกาศผลการดำเนินงานงวดไตรมาสแรกปีนี้ออกมา ถึงตอนนั้นทำให้รู้ว่าทิศทางหุ้นจะเป็นอย่างไร
ทั้งนี้ นักวิเคราะห์ของ บล.บัวหลวง ประเมินว่ากำไรสุทธิต่อหุ้นของ บจ.ปีนี้จะมีอัตราการเติบโตถึง 1820% และดัชนีปีนี้อยู่ที่ 1,640 จุด โดยมีอัตราราคาปิดต่อกำไรต่อหุ้น (พี/อี) 14 เท่า
สำหรับกรณีตลาดหุ้นไทยมีการปรับตัวลงแรงเมื่อวันที่ 22 มี.ค.ที่ผ่านมา เป็นการแสดงให้เห็นว่าที่ผ่านมาหุ้นขนาดกลางเล็กมีการปรับตัวสูง และตลาดหุ้นพร้อมปรับตัวตามข่าวลือต่างๆ ที่เข้ามา ทำให้นักลงทุนรายย่อยหน้าใหม่ได้เห็นความไม่แน่นอนและควรระมัดระวังในการลงทุน พร้อมกับควรรู้จักหุ้นแต่ละตัวที่เข้าไปลงทุน
“ช่วงที่หุ้นปรับลงแรงก็บอกให้เจ้าหน้าที่การตลาดได้ย้ำและแนะนำนักลงทุนหน้าใหม่ให้เลือกหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานเป็นหลัก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลายเป็นนักลงทุนตื่นตระหนก มีการขายหุ้นทุกราคาอย่างรวดเร็ว และบางคนขายก่อนที่ได้ตั้งราคากับโปรแกรมเทรดของบริษัทไว้” นายพิเชษฐ กล่าว
ด้านตลาดหุ้นวันที่ 26 มี.ค.ที่ผ่านมา ดีดตัวขึ้นแรงเป็นวันที่สอง 20.08 จุด ปิดที่ระดับ 1,544.03 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 60,787.26 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติพลิกมาซื้อสุทธิ 668 ล้านบาท และสถาบันในประเทศซื้อต่อ 1,978 ล้านบาท ขณะที่รายย่อยทิ้ง 1,934 ล้านบาท และพอร์ตบริษัทหลักทรัพย์ขาย 712 ล้านบาท
มาร์เก็ตติง เปิดเผยว่า นักลงทุนหันมาซื้อขายหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานดีมากขึ้น โดยมีแรงซื้อหุ้นสื่อสาร พลังงาน และธนาคารพาณิชย์ ทำให้ตลาดมีโอกาสขยับขึ้นต่อเนื่อง หากไม่มีปัจจัยลบจากต่างประเทศ







