
เอกชนฟันธงขนส่ง 2 ล้านล.คุ้มค่าแต่ต้องรอบคอบ
งบลงทุน 2 ล้านล้านบาท ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ถ้าผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ออกมาได้จะถือเป็นมหกรรมการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นการก่อหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศเช่นเดียวกัน
งบลงทุน 2 ล้านล้านบาท ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่ง ถ้าผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนฯ ออกมาได้จะถือเป็นมหกรรมการลงทุนครั้งใหญ่ที่สุดของประเทศ และเป็นการก่อหนี้ก้อนใหญ่ที่สุดของประเทศเช่นเดียวกัน
งบประมาณก้อนดังกล่าวแม้ว่าจะนำไปลงทุนในหลายโครงการ แต่ที่ต้องถือว่าเป็นไฮไลต์สำคัญที่สุด คือ การก่อสร้างระบบราง ได้แก่ รถไฟฟ้า 10 เส้นทาง รถไฟความเร็วสูง 4 เส้นทาง และรถไฟรางคู่ ซึ่งจะพลิกโฉมการเดินทางและการขนส่ง จากระบบถนนไปสู่ระบบรางในอนาคต
ทองอยู่ คงขันธ์ ประธานที่ปรึกษาและกรรมการสมาคมขนส่งสินค้าเพื่อการนำเข้าและส่งออก ที่ปรึกษาสหพันธ์การขนส่งทางบกแห่งประเทศไทย เห็นว่า การลงทุนดังกล่าวแม้จะใช้จำนวนเงินที่สูง แต่ผู้ประกอบการด้านโลจิสติกส์ก็เห็นด้วย เพราะในช่วง 7 ปีนับตั้งแต่ปี 2549 มา ไทยไม่เคยมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานในด้านการขนส่งเลย
ขณะที่ในอีก 23 ปีข้างหน้า ไทยกำลังจะก้าวเข้าสู่การเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หากไม่มีการพัฒนาโครงสร้างรองรับ ไทยจะสูญเสียโอกาสในการแข่งขันได้ หากดูแค่เรื่องถนนในไทยที่มีรวมกัน 6 หมื่นกิโลเมตร ยังไม่สามารถรองรับรถจากประเทศในภูมิภาคได้ ซึ่งต้องขยายถนนเป็น 8 เลน ไม่ใช่ 4 เลนด้วยซ้ำ การขนส่งระบบราง ทั้งการขนคนและขนของจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่จะต้องเกิดขึ้น
“การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งจะช่วยเพิ่มศักยภาพทางการแข่งขันของไทยได้มากขึ้นแน่นอน และเมื่อทั่วประเทศสามารถเดินทางไปมาได้สะดวก การท่องเที่ยวจะขยายตัวได้อีกมาก ในอนาคตเราอาจจะมีนักท่องเที่ยวถึงปีละ 40 ล้านคน” ทองอยู่ กล่าว
นอกจากนี้ ระบบราง โดยเฉพาะรถไฟความเร็วสูงจะช่วยกระจายความเจริญออกสู่ภูมิภาค ประชาชนไม่จำเป็นต้องเข้ามาอยู่และทำงานในกรุงเทพมหานคร (กทม.) และยังช่วยลดการใช้น้ำมันและลดมลภาวะที่เกิดขึ้นได้อีกมาก เมื่อประชาชนหันไปใช้การขนส่งระบบรางแทนการเดินทางด้วยรถยนต์
เชื่อว่าประชาชนส่วนใหญ่และภาคเอกชนให้การสนับสนุนโครงการดังกล่าว เพราะจะเกิดประโยชน์กับประเทศอีกมาก แต่สิ่งที่รัฐบาลจะต้องพิสูจน์ให้เห็นคือ การทำโครงการด้วยความโปร่งใส ให้สามารถตรวจสอบได้ เพราะเป็นโครงการลงทุนขนาดใหญ่ ต้องลดการรั่วไหลให้น้อยที่สุด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนกังวลมากที่สุด
ในขณะเดียวกัน เมื่อมีการลงทุนด้วยเงินจำนวนมหาศาล ต้องก่อหนี้อีกจำนวนมาก รัฐบาลจะต้องหาทางเพิ่มรายได้เข้าประเทศให้มากขึ้น เพื่อลดระยะเวลาเป็นหนี้ให้น้อยลง ซึ่งจะช่วยลดความกังวลลงไปได้ นอกจากนี้การก่อสร้างโครงการต่างๆ จะต้องให้ผู้รับเหมาไทยเข้ามาทำ หรือถ้าจะเป็นบริษัทต่างประเทศอย่างน้อยต้องเป็นการร่วมทุนกับบริษัทไทยและใช้เงินกู้ภายในประเทศ เพื่อให้เงินหมุนเวียนอยู่ภายใน
“หากโครงสร้างพื้นฐานด้านขนส่งทำได้สำเร็จ ต้นทุนโลจิสติกส์จะลดแน่นอน แต่ผู้ประกอบการจะต้องปรับตัวจากธุรกิจขนส่งระบบเดียว เป็นการขนส่งต่อเนื่องหลายรูปแบบ ต้องยกระดับจากการทำธุรกิจแบบหลงจู๊ไปสู่มาตรฐาน ต้องหาพันธมิตรธุรกิจระดับอาเซียน เพราะระบบขนส่งจะไปเชื่อมโยงกับภูมิภาคอาเซียน โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายกลางที่ต้องปรับตัวมากที่สุด” ทองอยู่ ทิ้งท้าย
ขณะที่ ไกร ตั้งสง่า อุปนายกสมาคมวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ (วสท.) กล่าวว่า เห็นด้วยกับการพัฒนาระบบขนส่งให้ครอบคลุม แต่ไม่เห็นด้วยกับการออก พ.ร.บ.กู้เงิน 2 ล้านล้านบาท เนื่องจากมีภาระผูกพันนานถึง 50 ปี ถือว่านานเกินไป จึงอยากให้รัฐทบทวนวิธีจัดหาเงินโดยเปลี่ยนมาใช้ระบบเดิม คือ อนุมัติเงินเป็นรายโครงการและผ่านกระบวนการปกติ ค่อยๆ พัฒนาไป จะตรวจสอบได้ง่ายและโปร่งใสขึ้น
แม้ว่าจะต้องใช้เงินลงทุนสูง แต่เพื่อแลกกับการพลิกโฉมหน้าของประเทศครั้งใหญ่ จึงเชื่อว่ารัฐบาลจะได้ฉันทานุมัติจากสภาให้เดินหน้าด้วยแรงหนุนจากเสียงส่วนใหญ่ ขึ้นอยู่กับฝีมือของรัฐบาลว่าจะผลักดันโครงการได้บรรลุตามเป้าหมายหรือไม่ เวลาที่เหลือจะเป็นเครื่องพิสูจน์







