
สมรภูมิ-ลงทุนเปลี่ยนเร่งไทยปรับตัว
ประเทศกลุ่มอาเซียน5 ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย กำลังเร่งหันมาพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า การส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญเช่นกัน
ประเทศกลุ่มอาเซียน5 ได้แก่ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ และไทย กำลังเร่งหันมาพึ่งพาอุปสงค์ภายในประเทศเป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจมากขึ้น แต่ก็ต้องยอมรับว่า การส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ยังคงเป็นแรงผลักดันสำคัญเช่นกัน
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยวิเคราะห์ว่า หากเปรียบเทียบไทยกับกลุ่มอาเซียน5 อีก 4 ประเทศ ไทยอยู่ในสถานการณ์ที่ต้องเร่งปรับตัว ในขณะที่สิงคโปร์และมาเลเซียกำลังเดินหน้า และอินโดนีเซียกำลังไล่ตามไทยมาอย่างกระชั้นชิด
หากมองในมุมของการดึงดูดต่างชาติ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า ประเทศที่ได้รับ FDI มากที่สุดและขยายตัวแรงที่สุดในปี 2555 ได้แก่ สิงคโปร์ รองลงมาคือ อินโดนีเซีย มาเลเซีย ไทย และฟิลิปปินส์ โดย FDI ในไทยขยายตัวเพียง 1.3% หรือเรียกได้ว่าแทบจะไม่เปลี่ยนแปลงจากปี 2548 เลย ต่างจากสิงคโปร์และมาเลเซียที่สามารถดึงดูด FDI ด้วยอัตราเพิ่มขึ้นกว่า 10% ทุกปี ขณะที่อินโดนีเซียมีมูลค่า FDI สูงกว่าไทยเกือบ 3 เท่า
ดังนั้น จึงเห็นว่า ไทยต้องใช้กลยุทธ์สร้างจุดแข็งให้อุตสาหกรรมที่มีโอกาส และการใช้ข้อได้เปรียบด้านทำเลทางยุทธศาสตร์เสริมจุดขาย
แม้ว่าปัจจุบันไทยยังคงเป็นฐานการผลิตหลักในอุตสาหกรรมสำคัญของภูมิภาค เช่น ยานยนต์และชิ้นส่วน หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ แต่หากเปรียบเทียบกับประเทศอื่นในกลุ่ม พบว่า สิงคโปร์และมาเลเซียได้ก้าวไปสู่อุตสาหกรรมการผลิตที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงและอุตสาหกรรมบริการ ขณะที่อินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ที่มีความได้เปรียบด้านต้นทุนแรงงานราคาถูก ผสานกับขนาดตลาดผู้บริโภคที่มีศักยภาพที่เติบโตได้ กำลังถูกวางให้เป็นฐานการผลิตแห่งใหม่สำหรับอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นในระดับเทคโนโลยีไม่สูงนัก
ดังนั้น ตอนนี้ไทยกำลังอยู่ท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางการแข่งขันที่กำลังเปลี่ยนแปลงไป ผ่านบริบทของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่ไม่เพียงแต่กระตุ้นให้กลุ่มอาเซียน5 ตื่นตัว แต่ยังทำให้กลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี ได้แก่ กัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ และเวียดนาม กำลังจะก้าวขึ้นมาชิงส่วนแบ่ง FDI ไปจากไทยด้วย ซึ่งก่อนที่เออีซีจะเดินหน้าเต็มขั้นในปี 2558 ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่าประเทศไทยอยู่ในจุดที่จะต้องทบทวนบทบาทของตนเอง รวมทั้งกำหนดทิศทางที่จะเดินไปในอนาคต ดังนี้
ประการแรก เน้นสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ยังมีโอกาส ได้แก่ อุตสาหกรรมการผลิตที่สร้างมูลค่าเพิ่ม เช่น กลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และกระบวนการผลิตที่มีนวัตกรรมใหม่เข้ามาลงทุนในไทยมากขึ้น พร้อมกับส่งเสริมผู้ประกอบการไทยให้ลงทุนในกระบวนการผลิตที่มีคุณค่าสูง พึ่งพาการใช้เครื่องจักรกลและเทคโนโลยีในกระบวนการผลิต ลดอัตราการใช้แรงงาน หรือมุ่งสนับสนุนอุตสาหกรรมที่ไทยมีความได้เปรียบโดยธรรมชาติ เช่น อุตสาหกรรมท่องเที่ยว รวมทั้งธุรกิจแวดล้อมที่สามารถนำเข้ามาผนวกบวกมูลค่าเพิ่มได้ เช่น การบริการทางการแพทย์ เป็นต้น
ประการถัดมา เรียกคืนความเชื่อมั่นด้วยการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางการลงทุน ด้วยการพัฒนาบุคลากรให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมที่ประเทศต้องการมุ่งเน้น เพื่อเพิ่มผลิตภาพต่อหน่วยทดแทนต้นทุนแรงงานที่ปรับสูงขึ้น ขณะเดียวกันอาจจะต้องเร่งพัฒนานิคมอุตสาหกรรมในทำเลพื้นที่ที่มีศักยภาพเพื่อรองรับการลงทุนในอนาคตโดยคำนึงทั้งปัจจัยด้านความปลอดภัยทางธรรมชาติ และโมเมนตัมทางเศรษฐกิจภูมิภาคที่กำลังจะพุ่งเป้าไปยังประเทศอาเซียนส่วนบนช่วงที่ติดต่อกับกลุ่มประเทศซีแอลเอ็มวี
ประการสุดท้ายคือ ใช้ข้อได้เปรียบด้านทำเลทางยุทธศาสตร์วางหมากให้ไทยเป็นประตูของภูมิภาคเพื่อส่งสินค้าจากส่วนบนไปสู่ส่วนล่างของอาเซียนผ่านเส้นทางระบบถนนระหว่างประเทศที่มีการพัฒนาปรับปรุงแล้ว เช่น ไทยลาวจีน (R3A) ไทยลาวเวียดนามจีน (R8/R9/R12) รวมทั้งการเชื่อมโยงกับการขนส่งทางเรือผ่านสินค้าที่จะขึ้นที่ท่าเรือแหลมฉบัง เพื่อให้ไทยเป็นศูนย์กระจายสินค้าส่งต่อไปยังประเทศกลุ่มซีแอลเอ็มวี นอกจากนี้การพัฒนาระบบโครงสร้างและธุรกิจเครือข่ายทั้งคลัสเตอร์ของกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์จะช่วยส่งเสริมและดึงดูดความน่าสนใจของนักลงทุนต่างชาติให้กลับเข้าสู่ประเทศไทยได้อีกทางหนึ่ง







