
สร้างชาติไทยให้ยิ่งใหญ่ ด้วยเกษตรกรรม
....นิพนธ์ สุรพงษ์รักเจริญ
ปัญหาของสังคมไทยที่ผมเฝ้าครุ่นคิดมาโดยตลอด คือ ทำไมเกษตรกรไทยต้องยากจน ซึ่งส่งผลให้เด็กและเยาวชนไทยในยุคปัจจุบันไม่มีใครสนใจที่จะเรียนทางด้านการเกษตร หรือฝันที่จะมีอาชีพทางการเกษตร ทั้งที่เกษตรกรถือเป็นกระดูกสันหลังของประเทศไทย สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ เพราะเมื่อเป็นเกษตรกรแล้วต้องลำบาก ต้องยากจน และไม่มีอนาคต จะเห็นได้ชัดว่าสังคมไทยเลียนแบบการพัฒนาสังคมมาจากตะวันตก โดยระบบทุนนิยมยังมุ่งเน้นให้ความสำคัญกับภาคการตลาด ในขณะที่ภาคการผลิตอันได้แก่เกษตรกรทั้งหลายยังเป็นผู้ที่อยู่ในลักษณะ
“ทำมากแต่ได้รับผลตอบแทนน้อย”จะเห็นได้ชัดว่าปัญหาทางภาคการเกษตรของเราเกิดจากการขาดปัญญา ซึ่งประเด็นที่สำคัญและก่อให้เกิดการไม่สามารถพัฒนาได้มีดังต่อไปนี้ ประการแรก คือ เรื่องระบบการตลาด เกษตรกรไทยยังขาดความสามารถในการจัดการด้านการตลาด เนื่องจากขาดข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอในการเปรียบเทียบกับตลาดโลก ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลในเรื่องของทิศทางความต้องการในอนาคต ปริมาณการผลิตทั้งระบบ เป็นต้น ประการที่สอง การขาดเมล็ดพันธุ์ที่ดี ซึ่งเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญมากต่อคุณภาพของผลผลิต และประการสุดท้าย คือ การขาดแคลนแหล่งน้ำ ซึ่งสังคมไทยยังขาดการบริหารจัดการระบบชลประทานที่ดี เพื่อให้มีปริมาณน้ำเพียงพอต่อการใช้ในภาคการเกษตร
ปัญหาในภาคเกษตรที่กล่าวมาข้างต้นเป็นปัญหาที่ยังวนอยู่ในวงจรอุบาทว์มาโดยตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมา และทำให้เกษตรกรไทยต้องเผชิญกับความยากจน และมีคุณภาพชีวิตอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งถ้าจะแยกแยะเรื่องการเกษตรนั้นสามารถจำแนกได้เป็น 2 เรื่องใหญ่ ได้แก่ ประการแรก คือ การเกษตรเพื่อเป็นอาหาร ซึ่งสามารถจำแนกได้ทั้งอาหารคนและอาหารสัตว์ และประการที่สอง คือ การเกษตรเพื่อพลังงานทดแทน สำหรับเรื่องการเกษตรเพื่ออาหารนั้นเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ที่รัฐบาลสามารถกำหนดเป็นวาระแห่งชาติ และจะต้องพัฒนาให้สามารถผลิตอาหารไปเลี้ยงชาวโลกได้ ถ้าประเทศจะมุ่งให้ความสำคัญกับเรื่องการเป็นครัวโลก (Kitchen of the World) อย่างจริงจัง ก็จะช่วยสร้างให้อาหารไทยโดดเด่นบนเวทีการค้าโลก ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่าอนาคตประชากรของโลกจากปัจจุบันที่มีจำนวน 6,000 กว่าล้านคน จะเพิ่มเป็น 1 หมื่นล้านคน ภายในระยะเวลาไม่เกิน 30 ปีข้างหน้า ในขณะที่พื้นที่เพาะปลูกบนโลกมีจำกัดเท่าเดิม ดังนั้นจะมีความต้องการของโลกเพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล และนี่คือโอกาสของการเกษตรเพื่ออาหารทั้งของคนและสัตว์
ในส่วนของการเกษตรเพื่อพลังงานทดแทนนั้น จากตัวเลขการนำเข้าน้ำมันดิบของไทยในปี 2551 นั้น มีมูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท และการนำเข้าก๊าซธรรมชาติมีมูลค่า 1.17 แสนล้านบาท โดยในอนาคตจะมีความต้องการมากยิ่งขึ้น ดังนั้นประเด็นเรื่องพลังงานทดแทนจึงเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่งที่รัฐบาลจะต้องกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่วาจะเป็นเรื่องของเอทานอลและไบโอดีเซล เป็นต้น ซึ่งพลังงานทดแทนทั้งสองชนิดต้องการผลิตผลทางการเกษตร ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาล มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ถ้าเราสามารถนำไปทดแทนการนำเข้าพลังงานแค่เพียง 50% ของมูลค่าการนำเข้าเดิม ก็จะไม่ต้องสูญเสียเงินออกนอกประเทศสูงถึงกว่า 5.5 แสนล้านบาทต่อปี และยังจะช่วยพัฒนาให้เกษตรกรไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกด้วย เนื่องจากพืชผลทางการเกษตรจะมีราคาสูงขึ้น และยิ่งถ้ารัฐบาลกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านการขาดแคลนข้อมูลการผลิตและการตลาด การขาดแคลนเมล็ดพันธุ์ที่ดี รวมไปถึงปัญหาการจัดการแหล่งน้ำที่เพียงพอ ที่กล่าวไว้ข้างต้น ก็จะช่วยให้ภาคการเกษตรของไทยพัฒนาต่อไปได้
การจัดการปัญหาดังกล่าว นอกจากกำหนดเป็นวาระแห่งชาติแล้ว ทุกกระทรวง ทบวง กรม จะต้องมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพลังงาน กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี และกระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อช่วยกันยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตร และจะทำให้เกษตรกรไทยสามารถเปลี่ยนภาพลักษณ์จากการเป็นเกษตรกรที่ยากจนไปสู่การเป็นเกษตรกรที่มีความมั่งคั่ง มีคุณภาพชีวิตที่สูงขึ้น เพื่อดึงดูดเกษตรกรหน้าใหม่ให้เข้ามาสู่อาชีพนี้ และเพื่อสร้างให้เกษตรกรไทยสามารถยืนหยัดได้บนเวทีโลกได้อย่างสง่างามและมีความยั่งยืน สมดังที่เรายกย่องผู้ประกอบอาชีพนี้ว่าเป็น
“กระดูกสันหลังของชาติ” ได้อย่างเต็มภาคภูมิ






