posttoday
เงิน'ทักษิณ'ของข้า ใครอย่าแตะ

เงิน'ทักษิณ'ของข้า ใครอย่าแตะ

06 เมษายน 2553

ปฏิบัติการเดินหน้ายึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 4.63 หมื่นล้านบาท เป็นของหลวง ตามคำสั่งของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง กำลังกลายเป็นประเด็นที่สังคมกำลังจับตามอง

เมื่อกระทรวงการคลังเดินหน้าเต็มสูบ แต่ฝ่ายการเมืองก็ตีรวนสุดๆ เช่นเดียวกัน

ล่าสุด นายพงษ์ภาณุ เศวตรุนทร์ อธิบดีกรมบัญชีกลาง กล่าวว่า เมื่อวันที่ 5 เม.ย. คลังได้ส่งหนังสือไปยังธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง ให้ดำเนินการโอนเงินจากการยึดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ จำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ให้กับกระทรวงการคลัง ตามคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ

สำหรับบัญชีเงินฝากที่ พ.ต.ท.ทักษิณ มีอยู่ในธนาคารพาณิชย์ 6 แห่ง ประกอบด้วยธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารทหารไทย ธนาคารนครหลวงไทย และธนาคารยูโอบีมียอดเงินฝากรวมกัน 46,203 ล้านบาท โดยธนาคารไทยพาณิชย์มียอดเงินฝากสูงที่สุด

ทั้งนี้หลังจากที่ธนาคารพาณิชย์ได้หนังสือจากกรมบัญชีกลางแล้ว จะต้องโอนเงินทั้งหมดส่งคลังทันที ส่วนยอดเงินที่เหลืออีก 170 ล้านบาท ถึงจะครบ 46,373 ล้านบาท เป็นหน่วยลงทุนและหุ้น ซึ่งจะยังไม่มีการยึดทรัพย์ในรอบนี้

การส่งหนังสือไปครั้งนี้ กระทรวงการคลังได้แนบคำพิพากษาของศาล รวมถึงรายละเอียดกระบวนการโอนเงินเข้าคลัง โดยให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินคงคลังที่ 1 ที่กระทรวงการคลังเปิดไว้กับธนาคารแห่งประเทศไทย

สำหรับการโอนเงินดังกล่าวจะใช้เวลานานเท่าไรขึ้นอยู่กับการดำเนินการของธนาคารพาณิชย์แต่ละแห่ง และน่าจะดำเนินการได้ทันที เพราะคำพิพากษามีความชัดเจน

อธิบดีกรมบัญชีกลางปักใจเชื่อว่าภายในสัปดาห์นี้ธนาคารพาณิชย์ทั้ง 6 แห่ง น่าจะโอนเงินจำนวน 4.6 หมื่นล้านบาท ให้กับกระทรวงการคลังเรียบร้อย

เพราะถึงขณะนี้ไม่มีปัญหาในข้อกฎหมายใดๆ แล้ว แม้ในวันที่ 6 เม.ย.จะเป็นวันหยุด และตั้งแต่วันที่ 79 เม.ย. ธนาคารพาณิชย์ก็น่าจะโอนเงินในบัญชีต่างๆ พร้อมดอกผลตามคำสั่งของศาลให้กับกระทรวงการคลังได้

ถึงแม้นายพงษ์ภาณุจะยืนยันว่าการดำเนินการโอนเงินที่ได้จากการยึดทรัพย์ไม่จำเป็นต้องรอกระบวนการอุทธรณ์ เพราะได้มีการหารือกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) และสำนักงานอัยการสูงสุดมาก่อนหน้านี้แล้ว

และทั้งสองหน่วยก็ได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ดำเนินการยึดทรัพย์ดังกล่าวมาเป็นของแผ่นดิน ตามคำพิพากษาของศาล

แต่ดูเหมือนว่านายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล ประธานกรรมาธิการการเงิน การคลัง การธนาคารและสถาบันการเงิน สภาผู้แทนราษฎร สส.พรรคเพื่อไทย ก็ออกมาคัดค้านอย่างเต็มที่

ถึงขนาดออกมาแถลงว่า ทาง พ.ต.ท.ทักษิณ อดีตนายกรัฐมนตรี ได้มอบอำนาจให้นายฉัตรทิพย์ ตัณฑ ประศาสน์ ทนายความไปยื่นคำร้องต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ขอทุเลาการบังคับคดี ในคดียึดทรัพย์ของ พ.ต.ท.ทักษิณ 4.6 หมื่นล้านบาทแล้ว

สืบเนื่องจาก ป.ป.ช.อัยการสูงสุด และกรมบัญชีกลาง และกรมบังคับคดีและคณะทำงานชุดนี้ ประชุมกันเมื่อวันที่ 28 มี.ค. 2553 ก่อนมอบหมายให้กรมบัญชีกลางดำเนินการยึดทรัพย์ แต่ พ.ต.ท.ทักษิณ ได้มอบอำนาจให้ทนายไปยื่นอุทธรณ์ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญานักการเมือง ต่อที่ประชุม และได้ยื่นคำร้องขอทุเลาต่อศาลไว้เมื่อวันที่ 26 มี.ค. 2553

ดังนั้น เรื่องนี้จึงยังอยู่ขั้นตอนการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ของศาลฎีกาฯ

สิ่งที่น่าสังเกตคืออัยการสูงสุด ซึ่งเป็นที่ทราบว่าเป็นมือไม้ของรัฐบาล ดูเสมือนหนึ่งรีบเร่งทำงานเอาใจนาย ส่วนจะเป็นไปด้วยคำสั่งของใครไม่ทราบ แทนที่จะรอการพิจารณาของที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯ ว่าด้วยการยื่นอุทธรณ์และการบังคับคดีไว้ก่อน ตามที่ผู้ถูกกล่าวหาได้ยื่นอุทธรณ์คำพิพากษา และคำร้องทุเลาการบังคับคดีกลับเร่งรีบยึดทรัพย์

ทั้งๆ ที่เรื่องยังอยู่ในขั้นตอนของ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ซึ่งเป็นการอุทธรณ์ที่แตกต่างจากปกติถือว่าอาจเป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต

ถือเป็นการคัดค้านของประธานกรรมาธิการการคลัง ที่ทรงพลัง

และเป็นการสะท้อนออกมาว่า ฝ่ายการเมืองที่อิงแอบฝังกายกับทักษิณไม่ยอมให้ข้าราชการประจำได้ทำหน้าที่ง่ายๆ

ขณะเดียวกันนั้นก็อาจทำให้การยึดทรัพย์ตามคำสั่งศาลฎีกาฯ เดินหน้าไม่ได้ ถอยหลังก็ไม่ได้

บอกแล้วว่า เงิน 4.63 หมื่นล้านบาทนั้นทรงพลังเป็นยิ่งนัก

ขณะเดียวกันนั้นนายสุรพงษ์ ก็โยนลูกให้ขบคิดกันถึงความขัดแย้งในการจัดการยึดทรัพย์ที่น่าสนใจ

นายสุรพงษ์กล่าวว่า มีการเกี่ยงลงนามอายัดทรัพย์ เพราะรมว.คลัง ก็ไม่ยอมลงนาม โบ๊ยให้เป็นหน้าที่ปลัดกระทรวงการคลัง ปลัดกระทรวงการคลังก็โบ๊ยให้อธิบดีกรมบัญชีกลางเหมือนกับต้องการหาแพะมารับบาป

เนื่องจากคำสั่งอายัดทรัพย์ศาลฎีกายังไม่วินิจฉัยว่าเป็นอย่างไร และการเร่งรีบให้บังคับคดีอาจเป็นการใช้สิทธ์โดยไม่สุจริต โดยเฉพาะพ.ต.ท.ทักษิณได้ร้องขอให้ที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกางดคำสั่งบังคับคดีก็ทำโดยกฎหมายพิจารณาคดีความแพ่งตามมาตรา 212 จึงถือว่าจะต้องทำให้ถูกต้องตามกฎหมายและความชอบธรรม

โดยวันที่8 เม.ย.นายสุรพงษ์ในฐานะประธานกรรมาธิการการเงินฯ ได้ออกหนังสือเชิญอธิบดีกรมบัญชีกลางเข้าชี้แจงเพื่อปกป้องเจ้าหน้าที่ชั้นผู้น้อยไม่ให้ตกเป็นแพะ

และการขออายัดเงินในบัญชีที่ไม่ระบุในคำสั่งศาลฎีกา แต่มีความพยามที่จะให้ดีเอสไอและข้าราชการในกระทรวงการคลังเข้ามาตรวจสอบหาเรื่องเพิ่มเติม อาจเป็นการปฎิบัติหน้าที่โดยไม่ชอบตามมาตารา 157

ข่าวล่าสุด

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี

‘สุชาดา’ ปฏิเสธเอี่ยวเว็บพนัน ยัน FBI-SEC ไม่พบชื่อสามี