
บาทแข็งทุบสต็อกข้าวไทยเสี่ยงส่งออกต่ำกว่าเป้า
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
โดย...อรวรรณ จันทร์ธิวัตรกุล
ค่าเงินบาทที่กลับมาปรับตัวแข็งค่าสูงสุดในรอบ 16 ปี โดยแตะที่ระดับ 29.34 บาท/เหรียญสหรัฐ ในวันพุธที่ผ่านมานั้น กำลังกระทบต่อภาคการส่งออกสินค้าไทย โดยเฉพาะสินค้าข้าว ซึ่งเป็นสินค้าภาคเกษตรใช้วัตถุดิบในประเทศเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าเกินกว่าค่าเงินของประเทศคู่แข่ง ทำให้ข้าวไทยยิ่งแพงขึ้นไปอีก
ปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทเป็นแรงกดดันให้การระบายสต๊อกข้าวของรัฐบาลไม่สามารถทำได้ตามแผน โดยเฉพาะการระบายข้าวเพื่อส่งออกทั้งในรูปแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) และการระบายข้าวให้ภาคเอกชนเพื่อส่งออก เพราะราคาข้าวไทยจะยิ่งขยับหนีห่างราคาของประเทศคู่แข่ง ตัวอย่างเช่น เวียดนาม จากเดิมที่ราคาห่างกันอยู่แล้วเกือบ 200 เหรียญสหรัฐ/ตัน การแข็งค่าของเงินบาทในปัจจุบัน จะยิ่งทำให้ราคาของไทยแพงกว่าและกระทบกับความสามารถในการแข่งขันด้านราคา
ทั้งนี้ สถานการณ์ยิ่งน่าเป็นห่วงมากขึ้น หากพิจารณาแนวโน้มตลาดส่งออกข้าวไทยขณะนี้ ซึ่งเริ่มชะลอตัวลง หลังจากที่ประเทศผู้นำเข้าข้าวหลายประเทศเร่งนำเข้าข้าวนึ่งตั้งแต่ช่วงปลายปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะประเทศไนจีเรีย เพื่อหนีการขึ้นภาษีนำเข้า รวมถึงตลาดข้าวหอมมะลิที่มีการนำเข้าในปริมาณมากก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมา
ปัจจัยทั้งหลายดังกล่าว ทำให้มีความกังวลว่า ปัจจัยทั้งตลาดส่งออกข้าวชะลอตัว และผลกระทบค่าเงินบาทแข็งค่า จะยิ่งเป็นปัจจัยซ้ำเติมที่ทำข้าวในสต๊อกรัฐบาลที่เหลืออยู่ที่ประมาณ 5 ล้านตันข้าวสาร ในส่วนของข้าวที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปี 2554/2555 และนาปรัง 2555 และข้าวสารอีกเกือบ 6 ล้านตัน ที่ได้จากโครงการรับจำนำข้าวเปลือก 2555/2556 อาจระบายไม่ได้ตามแผน
ทั้งนี้ กระทรวงพาณิชย์ได้ตั้งเป้าไว้ว่าสิ้นเดือน ก.ย. จะส่งเงินจากการขายข้าวคืนกระทรวงการคลังเพิ่มอีก 1.8 แสนล้านบาท ดังนั้น หากไม่สามารถระบายข้าวได้ตามแผน จะส่งผลต่อเม็ดเงินจากการขายข้าวที่จะนำมาใช้ในโครงการรับจำนำข้าวเปลือกนาปรัง 2556 ซึ่งผลผลิตจะออกในเร็วๆ นี้
อย่างไรก็ตาม กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งสัญญาที่จะเปิดระบายสต๊อกข้าวในเร็วๆ นี้ โดยให้กรมการค้าต่างประเทศไปดูความเป็นไปได้ในการระบายข้าวทั้งในส่วนข้าวขาวและข้าวหอมมะลิควบคู่กันไป โดยมีแนวโน้มที่การระบายให้กับผู้ประกอบการภายในประเทศ ทั้งผู้ประกอบการข้าวถุงและโรงสี เพื่อนำเข้ามาบรรจุเป็นข้าวถุงขาย จึงมีความเป็นไปได้มากกว่าการระบายเพื่อส่งออกไปตลาดต่างประเทศ
สอดคล้องกับก่อนหน้านี้ ที่ ชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย ระบุว่า การเปิดประมูลข้าวสต๊อกรัฐบาลเพื่อส่งออกในระยะนี้ ยังไม่ใช่ช่วงเวลาที่เหมาะสม สำหรับตลาดข้าวส่งออกไปต่างประเทศ เนื่องจากตลาดส่งออกซบเซา แม้อิรักและญี่ปุ่นมีความต้องการอยู่ แต่ปริมาณสั่งซื้อมีไม่มากนัก เพราะหลายประเทศมีการซื้อข้าวนึ่งและข้าวหอมมะลิไปแล้วจำนวนมากเพื่อเก็บสต๊อก ทั้งข้าวนึ่ง ที่ประเทศไนจีเรียมีการนำเข้าจำนวนมากก่อนที่จะมีการปรับขึ้นภาษีนำเข้าข้าวภายในประเทศ ส่วนข้าวหอมมะลิมีการสั่งซื้อข้าวก่อนช่วงเทศกาลตรุษจีนไปจำนวนมากแล้ว ขณะที่ตลาดข้าวขาว มีเพียง
ดังนั้น ทั้งความต้องการที่ชะลอตัวลงและราคาที่เพิ่มสูงขึ้นจากปัญหาการแข็งค่าของเงินบาท อาจจะส่งผลกระทบต่อเป้าหมายการส่งออกข้าวที่รัฐบาลตั้งเป้าไว้ 8 ล้านตัน ในปี 2556 โดยอาจส่งออกได้ต่ำกว่าเป้าหมายที่กำหนด
ทั้งนี้ การส่งออกข้าวในช่วง 2 เดือนแรก (ม.ค.ก.พ.) ของปี 2556 ไทยสามารถส่งออกได้เป็นอันดับ 1 ของโลก ปริมาณ 1.04 ล้านตัน รองลงมา คือ อินเดีย 9.6 แสนตัน และเวียดนาม 7.5 แสนตัน โดยมีราคาส่งออกเฉลี่ยตันละ 711 เหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้นจากช่วง
ปลายปี 2555 ที่ราคาเฉลี่ยตันละ 688 เหรียญสหรัฐ
หากดูเพียงตัวเลขย่อมน่ายินดีที่ไทยสามารถกลับมาส่งออกข้าวได้เป็นอันดับ 1 ของโลกอีกครั้งในช่วง 2 เดือนแรกที่ผ่านมา หลังจากเสียแชมป์ให้กับอินเดียและเวียดนาม ในปี 2555 แต่จากปัจจัยเสี่ยงที่รุมเร้าดังที่กล่าวมา ไทยจะรักษาแชมป์ไว้ได้ตลอดรอดฝั่งในปี 2556 หรือไม่ ยังน่าเป็นห่วงดังนั้นตัวเลขส่งออกข้าวดังกล่าวช่วง 2 เดือน จึงเป็นเพียงภาพลวงตาท่ามกลางปัจจัยเสี่ยงที่ยังมีต่อตลาดส่องอกข้าวไทยอย่างต่อเนื่อง







