
อีเวนต์สินค้าไฮเทคทางแก้ตลาดไอทีปีนี้ซบเซา
สถานการณ์ตลาดไอทีในปัจจุบันยังคงซบเซาต่อเนื่อง เมื่อโน้ตบุ๊กและวินโดวส์ 8 ไม่สามารถทำตัวเป็น “ฮีโร่” กอบกู้สถานการณ์ยอดขายสินค้าไอทีให้กระเตื้องขึ้นจากปลายปีที่ผ่านมา โดยไอดีซีเองได้คาดการณ์อัตราการเติบโตของสินค้าไอทีปีนี้ว่าจะเติบโตไม่เกิน 5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยน้ำหนักการเติบโตจะโน้มเอียงไปทางสมาร์ตโฟน ที่กำลังหอมหวานจากการเตรียมให้บริการ 3จี ที่จะเกิดขึ้นกลางปีนี้ ดังนั้นเจ้าของแบรนด์ไอทีทั้งหลายจึงเริ่มขยับขยายไปขายมือถือมากขึ้น รวมทั้งต้องจับมือกับกลุ่มการค้าจัดงานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดด้วย
สถานการณ์ตลาดไอทีในปัจจุบันยังคงซบเซาต่อเนื่อง เมื่อโน้ตบุ๊กและวินโดวส์ 8 ไม่สามารถทำตัวเป็น “ฮีโร่” กอบกู้สถานการณ์ยอดขายสินค้าไอทีให้กระเตื้องขึ้นจากปลายปีที่ผ่านมา โดยไอดีซีเองได้คาดการณ์อัตราการเติบโตของสินค้าไอทีปีนี้ว่าจะเติบโตไม่เกิน 5% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยน้ำหนักการเติบโตจะโน้มเอียงไปทางสมาร์ตโฟน ที่กำลังหอมหวานจากการเตรียมให้บริการ 3จี ที่จะเกิดขึ้นกลางปีนี้ ดังนั้นเจ้าของแบรนด์ไอทีทั้งหลายจึงเริ่มขยับขยายไปขายมือถือมากขึ้น รวมทั้งต้องจับมือกับกลุ่มการค้าจัดงานอีเวนต์ต่างๆ เพื่อกระตุ้นยอดด้วย
ยงยุทธ ไชยชนะ กรรมการผู้จัดการ กลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าไอที บริษัท ทิพย์พัฒน อาร์เขต ผู้ให้บริการศูนย์การค้าไอทีพันธุ์ทิพย์ พลาซ่า เปิดเผยว่า ตลาดไอทีซบเซามาตั้งแต่ปีที่ผ่านมา จากผลกระทบต่อเนื่องตั้งแต่น้ำท่วม ทำให้ซัพพลายขาดและไม่มีสินค้าผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ มากระตุ้น เห็นได้จากยอดรายได้จากพันธุ์ทิพย์ทั้ง 3 สาขา คือ ประตูน้ำ งามวงศ์วาน และบางกะปิ ในปีที่ผ่านมาลดลงประมาณ 20% แต่เริ่มดีขึ้นตั้งแต่ต้นปีนี้ เพราะไตรมาสแรกคือช่วงปรับเปลี่ยนสินค้าใหม่ๆ
“ตลาดไตรมาสแรกยังดูนิ่งๆ อยู่ ดังนั้นงานรวมสินค้าจะจัดขึ้นเพื่อระบายสินค้า ซึ่งจะส่งผลต่อไตรมาส 2 และ 3 ให้ตลาดดีขึ้น และอาจจะดันให้ตลาดเติบโตถึง 10% ได้” ยงยุทธ กล่าว
ทั้งนี้ พันธุ์ทิพย์ ได้จัดงานบิ๊ก 4 เดย์ เซลส์ เพื่อช่วยเหลือร้านค้าในพันธุ์ทิพย์ทั้ง 3 สาขา ระบายสินค้าช่วงไตรมาสแรก เชื่อว่าจะมียอดขายประมาณ 1,000 ล้านบาท และในช่วงปลายปีอาจจะมีการจัดงานประเภทนี้อีกครั้ง นอกจากนี้ยังมีงานพันธุ์ทิพย์ฮอตเซลส์ ซึ่งจัดเฉลี่ยไตรมาสละครั้ง เพื่อกระตุ้นยอดขายได้อีกประมาณ 1,000 ล้านบาทต่อครั้ง
สำหรับงานบิ๊ก 4 เดย์ ที่จะจัดขึ้นในวันที่ 28-31 มี.ค.นี้ จะมีโปรโมชันเด่นๆ เช่น ซัมซุง กาแล็คซี่ โน้ต 2 ลด 70% แต่จำกัดจำนวนเครื่องเอเซอร์โน้ตบุ๊กลด 50% โซนี่ อัลตราบุ๊ก ลด 50% จำกัดจำนวน และยังมี เอชพี เลอโนโว เอปสัน และแคนนอน เป็นต้น ที่ลดราคาพิเศษอีกด้วย ซึ่งข้อดีของการจัดลดราคาที่พันธุ์ทิพย์ คือ ผู้ซื้อได้รู้จักร้านค้าได้โดยตรง ซึ่งสร้างความน่าเชื่อถือมากกว่าไปซื้อจากในงานที่จัดที่อื่น
สำหรับลูกค้าที่ใช้สินค้าไอทีเป็นหลัก แบ่งเป็นกลุ่มนักเรียนและวัยรุ่น ที่ซื้อตามอารมณ์และแฟชั่น ไม่มีรายได้เป็นของตัวเองแต่มีการใช้จ่ายมากจากการขอเงินผู้ปกครอง ขณะที่วัยเริ่มต้นทำงาน จะเน้นซื้อสินค้าเพื่อใช้งานราคาสมเหตุสมผล และกลุ่มวัยกลางคน ที่ซื้อเพื่อสร้างความสะดวกสบายเป็นหลัก ซึ่งพันธุ์ทิพย์ได้จับความต้องการเหล่านี้ และจัดสรรพื้นที่ให้สอดคล้อง โดยแบ่งสัดส่วนร้านค้าโน้ตบุ๊ก 30% คอมพิวเตอร์เดสก์ท็อป 30% อุปกรณ์เสริมต่างๆ 15% และเพิ่มสินค้าสมาร์ทโฟน 20% เน้นตอบความต้องการลูกค้ามากขึ้น
นอกจากนี้ พันธุ์ทิพย์เตรียมงบประมาณ 300 ล้านบาท เพื่อปรับปรุงสาขาประตูน้ำให้เป็นเชิงไลฟ์สไตล์มากขึ้น ในช่วงปลายปี 2556 เพื่อเตรียมรับเออีซี จากปัจจุบันมีลูกค้าต่างประเทศประมาณ 20-30% อีกทั้งยังมีแผนขยายไปเปิดให้บิรการต่างจังหวัด เช่น จ.อุดรธานี อุบลราชธานี หาดใหญ่ และมีแผนรุกตลาดต่างประเทศ เช่น พม่า ลาว เป็นต้น
ปฐม อินทโรดม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เออาร์ไอพี ผู้จัดงานคอมมาร์ต เปิดเผยว่า ตลาดโน้ตบุ๊กและคอมพิวเตอร์ช่วงที่ผ่านมาถือว่าอยู่ในช่วงซบเซา ดังนั้นจะเห็นการปรับลดราคาโน้ตบุ๊กลงเพื่อกระตุ้นยอดขาย ปีที่ผ่านมาตลาดไอทีไม่ดีเท่าไร แต่ปีนี้น่าจะดีขึ้น เพราะลูกค้าน่าจะเริ่มซื้อเครื่องทดแทนกันมากขึ้น โดยปีนี้คาดว่าจะมีอัตราเติบโตอยู่ที่ประมาณ 10% ได้
สำหรับงานคอมมาร์ตครั้งนี้ ที่มีขึ้นวันที่ 21-24 มี.ค.นี้ สมาร์ตโฟนและแท็บเล็ตจะมีบทบาทมากขึ้น คิดเป็นสัดส่วน 50% ของงาน ที่เห็นได้ชัดคือ แท็บเล็ตจากอินเตอร์แบรนด์ เช่น เอซุส เอเซอร์ ทำราคาลงมาบีบแบรนด์จากจีน มีสมาร์ตโฟนเปิดตัวใหม่ เช่น ซัมซุง กาแล็คซี่ เอส4 เอชทีซี วัน และโซนี่ เอ็กซ์พีเรีย แซด ดังนั้นคอมมาร์ตครั้งนี้ จะมีเงินสะพัดไม่ต่ำกว่า 3,000 ล้านบาท
“คอมมาร์ตจัดประมาณ 3 ครั้งต่อปี ต้นปีจะเป็นงานล้างสต็อก ผู้บริโภคที่อยากได้สินค้าราคาถูกสามารถมาที่งานได้ กลางปีจะเน้นโชว์เทคโนโลยี สินค้าเปิดตัวใหม่ และสุดท้ายคือปลายปี จะเน้นกระตุ้นยอดขายก่อนปิดปีงบประมาณ จะมีเงินสะพัดเฉลี่ยประมาณ 3,000 ล้านบาท ถือว่ามีส่วนช่วยกระตุ้นให้ตลาดคึกคักมากขึ้น” ปฐม กล่าว







