
ผลกระทบต่อธุรกิจของ พรบ.ร่วมทุนฯ : โมฆะหรือไม่ผูกพัน
....กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์
บทความตอนที่แล้วได้กล่าวถึงแนวการตีความของศาลปกครองและสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ตอนต่อไปนี้ลองมาดูแนวคำพิพากษาศาลฎีกา (บทความเรื่องนี้เป็นเรื่องค่อนข้างหนักในทางวิชาการ แต่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์แก่ผู้สนใจที่จะรวบรวมไว้เป็นข้อมูล
3.กรณีศึกษาคำพิพากษาศาลฎีกา : การบังคับชี้ขาดตามอนุญาโตตุลาการ
หลักกฎหมายในกรณีสัญญาทางแพ่งนั้น มีกรณีเกิดกับผลของการทำสัญญาจะมี 2 ส่วน คือ สัญญาเป็นโมฆะกรรมหรือโมฆียกรรม ซึ่งเป็นเรื่องความสมบูรณ์ของนิติกรรมหรืออาจมีผลความสมบูรณ์ของความสามารถ แต่มีคดีคำพิพากษาฎีกาในเรื่องต่อไปนี้ ศาลฎีกาได้วินิจฉัยเรื่อง
“การไม่มีผลผูกพันของสัญญา 2 เรื่อง เป็นเรื่องการบังคับตามคำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการ และอีกเรื่องเป็นเรื่องเกี่ยวกับ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ที่อาจเกี่ยวข้องกับผลกระทบต่อธุรกิจ โดยเฉพาะธุรกิจสัมปทานหรือธุรกิจที่เกี่ยวกับ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ3.1 คำพิพากษาฎีกาที่ 7277/2549 (การบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ)
สัญญาจ้างเหมาออกแบบร่วมก่อสร้างโครงการทางด่วน ไม่มีผลผูกพันผู้ถูกฟ้อง เพราะเป็นการทำสัญญาใช้สิทธิไม่สุจริต และสัญญาดังกล่าวเกิดจากการกระทำโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย คำชี้ขาดของอนุญาโตตุลาการย่อมเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อยของประชาชนเหตุผล คือ
(1) ก่อนลงนามผู้ว่าการทางด่วนรับผลประโยชน์ใช้สิทธิซื้อหุ้นต่ำกว่าราคาตลาด
(2) เร่งดำเนินการให้ลงนามโดยมีปัญหาความไม่พร้อมหลายประการ โดยเฉพาะเรื่องการส่งมอบพื้นที่
(3) ผู้ฟ้องใช้สิทธิไม่สุจริต เพราะได้ให้ประโยชน์แก่ผู้ว่าและเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้อง เพื่อจูงใจให้ปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการทำสัญญาดังกล่าวโดยเอื้อประโยชน์แก่ผู้ฟ้อง
3.2 คำพิพากษาฎีกา 2503/2552 (การบังคับตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ)
(คดี บริษัท จาโก vs สำนักงานสลากกินแบ่งรัฐบาล)
การทำสัญญาโดยไม่ชอบด้วย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ จึงเป็นสัญญาที่ไม่มีผลผูกพันคู่สัญญา และทำให้ข้อ 26 เกี่ยวกับอนุญาโตตุลาการไม่มีผลบังคับใช้ไปด้วย พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน เพราะมีวัตถุประสงค์ที่ให้มีการลงทุนสูง ไม่ตกอยู่ภายใต้การพิจารณาของบุคคลคนเดียวหรือหน่วยงานเดียวเพื่อประโยชน์ประเทศชาติ
การบังคับตามคำชี้ขาดที่ขัดต่อ พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ จึงขัดต่อมาตรา 24 พ.ร.บ.อนุญาโตตุลาการ ศาลจึงไม่บังคับตามคำชี้ขาดและคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ความเห็น
ศาลฎีกาทั้งสองคดีไม่ได้บอกว่าสัญญาเป็นโมฆะ แต่บอกว่าสัญญาไม่มีผลผูกพันและไม่มีผลบังคับ และไม่บังคับให้ตามคำชี้ขาดอนุญาโตตุลาการ
การไม่มีผลผูกพันทางแพ่งกับทางปกครองต่างกันหรือไม่และผลเป็นอย่างไร เป็นปัญหาที่ยังไม่ยุติ แม้ศาลฎีกาในคดีจาโกได้ระบุโดยชัดเจนว่า พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน แต่ก็ไม่ได้ตัดสินว่าเป็นโมฆะกรรมตามกฎหมายแพ่ง เพราะในกฎหมายอนุญาโตตุลาการก็เป็นเรื่องการบังคับตามคำชี้ขาดหรือการให้อุทธรณ์คำสั่งกรณีขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนเท่านั้น
3.ผลจะแตกต่างกัน เพราะ
“การไม่มีผลผูกพัน” ที่ไม่ได้บัญญัติไว้เลยในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ จึงมีผลต่อการเยียวยา คู่สัญญาจึงมีประเด็นว่า คู่สัญญาจะเยียวยากันอย่างไร เช่น ไปฟ้องตามข้อสัญญาอื่นๆ ที่ยังมีผลได้หรือไม่ โดยอาจจะถือมีผลผูกพันเฉพาะข้อหรือบังคับเฉพาะข้อที่ยังมีผลอยู่ เพราะหากให้สัญญาทั้งฉบับไม่มีผลเหมือนโมฆะกรรมทั้งฉบับ ดูแล้วน่าจะไม่เป็นธรรมแก่คู่สัญญาและยังเกิดประเด็นเรื่องการคืนทรัพย์ตามหลักลาภมิควรได้ด้วยมีคำถามว่า ถ้าหากภาครัฐใช้แนวการตีความว่าสัญญาใดที่ขัด พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ต้องยกเลิก (ไม่ว่าจะโมฆะกรรมหรือไม่ผูกพัน) แล้วเอกชนผู้เข้าทำสัญญาด้วยความสุจริตโดยไม่ทราบผลว่าการทำสัญญาดังกล่าวจะต้องดำเนินการตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ นั้น จะได้รับความคุ้มครองอย่างไร
ต่อไปการทำสัญญากับภาครัฐก็ต้องระมัดระวังและรวมเอาความเสี่ยงทางกฎหมายที่เกิดจากการไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ.ร่วมทุนฯ ลงไปด้วย และผู้บริโภคก็ต้องรับผิดชอบเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น และรัฐเองต้องรับผิดในการละเมิดทางปกครองจากความผิดพลาดของฝ่ายรัฐเอง







