
ลาดกระบังปักธง 2563 ขึ้นแท่นสถาบันชั้นนำแห่งภูมิภาค
ตอนนี้ทุกสถาบันการศึกษาของไทย รวมทั้งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง
โดย...ชลธิชา ภัทรสิริวรกุล
ตอนนี้ทุกสถาบันการศึกษาของไทย รวมทั้งสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง ต่างปรับตัวรับการเปิดประชาคมอาเซียนในปี 2558
ถวิล พึ่งมา อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) กล่าวถึงเป้าหมายสำคัญที่ สจล.ปักหมุดไว้ว่า จะต้องพัฒนาให้สถาบันศึกษาเป็นที่นิยมติดอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทยภายใน 4 ปี และติดท็อป 10 ของสถาบันการศึกษาชั้นนำอาเซียนภายในปี 2563 จากปัจจุบันอยู่อันดับ 19 โดยอาศัยจุดแข็งในฐานะสถาบันด้านเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์เป็นตัวขับเคลื่อนหลัก
ถวิล มั่นใจว่าจะสามารถบรรลุเป้าหมายดังกล่าวได้ เพราะ สจล.มีความ “เหนือ” กว่ามหาวิทยาลัยธรรมดาทั่วไป ตรงที่มี “หลักสูตรเฉพาะทาง” เป็นจุดเด่นและจุดแข็งของตัวเนื้อหาหลักสูตร ทำให้ช่วยดึง สจล. จากเดิมอยู่อันดับท้ายๆ มาอยู่อันดับ 8 ของสถาบันการศึกษาชั้นนำในเมืองไทยในปัจจุบัน
ด้วยความที่เป็นผู้นำในการสร้างหลักสูตร ยังทำให้ สจล.ปรับบทบาทเป็นพี่เลี้ยงให้มหาวิทยาลัยแห่งชาติลาว ให้ความช่วยเหลือเรื่องหลักสูตรการเรียนการสอน เพื่อขยายโอกาสสู่ประเทศด้อยพัฒนา โดยเฉพาะในโอกาสที่เปิดเสรีอาเซียน จึงคิดว่าการร่วมมือลักษณะนี้น่าจะดีกว่า เพราะไม่ใช่เปิดเพื่อกอบโกยผลประโยชน์เพียงอย่างเดียว
“การร่วมมือแบบนี้จะทำให้ระบบการศึกษาของอาเซียนเจริญเท่ากันและโตไปพร้อมกัน และยังช่วยแก้ปัญหาการไหลของแรงงานแบบผิดกฎหมายจากประเทศด้อยพัฒนาเข้ามา จนทำให้กลายเป็นภาระและปัญหาสังคมตามมา” ถวิล กล่าว
นอกจากนี้ สจล.กำลังเตรียมความพร้อมเรื่องการเลื่อนวันเปิดปิดภาคเรียนให้ตรงกับประเทศอื่นในอาเซียน เพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนนักศึกษาและบุคลากรระหว่างกันได้ง่ายขึ้นด้วย ที่ผ่านมา สจล.ได้ลงนามความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยจากญี่ปุ่นและเยอรมนี แต่ไม่ค่อยประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เนื่องจากจำนวนหน่วยกิตของไทยอยู่ที่วิชาละ 3 หน่วยกิต ขณะที่ประเทศอื่นอยู่ 2 หน่วยกิตต่อวิชา จึงต้องมีการปรับเปลี่ยนจุดนี้ให้ลงตัวก่อน
ขณะเดียวกันก็ได้เตรียมลงนามจับคู่กับมหาวิทยาลัยชั้นนำในอาเซียน เพื่อทำหลักสูตร 2 ปริญญา คือ สามารถเรียนที่ สจล. ควบคู่กับมหาวิทยาลัยอื่นในอาเซียน ผู้เรียนจะได้รับปริญญา 2 ใบจาก 2 สถาบันการศึกษา
นอกจากนี้ ได้จัดหลักสูตรแซนด์วิช คือ การเรียนที่ สจล.เป็นหลัก คู่ขนานไปกับการเรียนหลักสูตรระยะสั้นจากต่างประเทศ เช่น หลักสูตรภาษาอังกฤษ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนในแง่ได้มีประสบการณ์ใช้ชีวิตในต่างประเทศ
ล่าสุด สจล.ยังพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้เป็นแบบควบรวมหลักสูตร (อินติเกรเต็ด) เช่น นำหลักสูตรวิศวกรรมที่เก่งเรื่องการก่อสร้าง รวมกับหลักสูตรสถาปัตยกรรมที่เก่งเรื่องการออกแบบ ทำให้นักศึกษามีความสามารถหลากหลายกว้างขึ้น
ขณะเดียวกันได้เสริมเรื่องงานวิจัย เพื่อให้สามารถนำงานวิจัยมาพัฒนาต่อยอดให้เกิดประโยชน์สูงสุดปีละไม่ต่ำกว่า 1,000 ชิ้น จากปัจจุบันทำได้ปีละ 500-600 ชิ้น รวมทั้งการเปิดสอนหลักสูตรนานาชาติ (อินเตอร์) ให้มากขึ้น จากปัจจุบันที่นำร่องเปิดอยู่เพียง 3 หลักสูตร คือ หลักสูตรวิศวกรรมซอฟต์แวร์ วิศวกรรมเครื่องยนต์ และโลจิสติกส์
ด้านนักศึกษานั้น ปัจจุบันสถาบันมีสัดส่วนนักศึกษาต่างชาติที่เข้ามาเรียนเพียงแค่ 17 คน หรือ 0.7% ของจำนวนนักศึกษาทั้งหมด 2.5 หมื่นคน โดยตั้งเป้าว่าเมื่อเปิดประชาคมอาเซียนและมีการเลื่อนวันเปิดปิดภาคเรียนในอาเซียนให้ตรงกัน จะทำให้สัดส่วนนักศึกษาต่างชาติเข้ามาเรียนเพิ่มขึ้น 10% หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยปีละ 2%
“เมื่อจัดรูปกระบวนรบด้านการพัฒนาให้พร้อมแล้ว มั่นใจได้ว่าการก้าวสู่จุดนั้นไม่ใช่เรื่องยากเลย” ถวิล กล่าวทิ้งท้าย







