พฤติกรรมการใช้รถไฟฟ้าของคนกรุงเทพ
ผมรู้สึกแปลกใจทุกครั้งเวลาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเรา ซึ่งจะมีประกาศวิธีการใช้บันไดเลื่อนอยู่เสมอๆ ว่า “กรุณา อย่า นั่ง ยืน เดิน หรือวิ่งบนบันไดเลื่อน” โดยเฉพาะบางครั้งที่ผมใช้บริการพร้อมกับเพื่อนชาวต่างชาติซึ่งพอได้ยินคำประกาศใน Version ภาษาอังกฤษ เขาแซวผมว่า ดูท่าประเทศไทยคงจะเริ่มมีใช้บันไดเลื่อนไม่นานใช่ไหม จึงต้องแนะนำวิธีการใช้ดังกล่าว ตัวผมเองใช้บริการรถไฟฟ้าในหลายๆ ประเทศ ไม่เห็นมีประเทศไหนเขาต้องประกาศแนะนำวิธีการใช้แบบนี้เลย โดยเฉพาะบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งผมชื่นชมวัฒนธรรมอันดีงามในการใช้บันไดเลื่อนของเขา โดยจะยืนชิดไปด้านเดียวกัน แล้วปล่อยให้มีทางโล่งด้านข้างของบันไดเลื่อน สำหรับคนที่รีบสามารถเดินขึ้นหรือลงได้ การที่ผู้โดยสารมายืนสลับฟันปลา หรือยืนตรงกลางบันได ผมมองว่าทำให้โลกของคนที่อยู่ข้างหลังคุณต้องหยุดเดินไปด้วย
ผมรู้สึกแปลกใจทุกครั้งเวลาใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินบ้านเรา ซึ่งจะมีประกาศวิธีการใช้บันไดเลื่อนอยู่เสมอๆ ว่า “กรุณา อย่า นั่ง ยืน เดิน หรือวิ่งบนบันไดเลื่อน” โดยเฉพาะบางครั้งที่ผมใช้บริการพร้อมกับเพื่อนชาวต่างชาติซึ่งพอได้ยินคำประกาศใน Version ภาษาอังกฤษ เขาแซวผมว่า ดูท่าประเทศไทยคงจะเริ่มมีใช้บันไดเลื่อนไม่นานใช่ไหม จึงต้องแนะนำวิธีการใช้ดังกล่าว ตัวผมเองใช้บริการรถไฟฟ้าในหลายๆ ประเทศ ไม่เห็นมีประเทศไหนเขาต้องประกาศแนะนำวิธีการใช้แบบนี้เลย โดยเฉพาะบางประเทศ เช่น ญี่ปุ่น ซึ่งผมชื่นชมวัฒนธรรมอันดีงามในการใช้บันไดเลื่อนของเขา โดยจะยืนชิดไปด้านเดียวกัน แล้วปล่อยให้มีทางโล่งด้านข้างของบันไดเลื่อน สำหรับคนที่รีบสามารถเดินขึ้นหรือลงได้ การที่ผู้โดยสารมายืนสลับฟันปลา หรือยืนตรงกลางบันได ผมมองว่าทำให้โลกของคนที่อยู่ข้างหลังคุณต้องหยุดเดินไปด้วย
ผมมานั่งคำนวณเล่นๆ นะครับ ว่า ในหนึ่งวันมีคนใช้บันไดเลื่อนในประเทศไทย (ไม่เพียงแต่ในสถานีรถไฟฟ้า BTS รถไฟใต้ดิน MRT แต่รวมถึงในห้างสรรพสินค้า และอาคารต่างๆ) วันหนึ่งน่าจะมีผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าล้านคน แต่ละคนต้องหยุดยืนบนบันไดเลื่อนคนละ 5 วินาที/ครั้ง ใน 1 วัน ใช้บริการเฉลี่ย 4 ครั้ง หมายถึง 20 วินาที/คน/วัน สมมติว่ามีคนใช้บันไดเลื่อน 1.50% ของประชากรไทย 68 ล้านคน ก็ประมาณ 1.02 ล้านคน ขอใช้ตัวเลขกลมๆ เป็น 1 ล้านคน นั่งหมายถึงเวลาที่สูญเสียไป 20 ล้านวินาที/วัน หรือเท่ากับ 5,555 ชั่วโมงทำงานต่อวัน 1 ปี ก็จะเท่ากับ 2,027,777 ชั่วโมงทำงาน นี่คือเวลาที่สูญเสียไปอย่างน่าเสียดาย
ผมเคยดูภาพยนตร์อเมริกันเรื่อง “Sliding Door” ซึ่งเนื้อเรื่องของภาพยนตร์เรื่องนี้ได้สร้างเป็น 2 Scenario คือ นางเอกขึ้นรถไฟฟ้าทันขบวนแรกกับขึ้นไม่ทัน แต่ต้องไปขึ้นขบวนถัดไป แล้วเรื่องราวต่อมา ได้สร้างความเปลี่ยนแปลงจากหน้ามือเป็นหลังมือต่อชีวิตของนางเอกทีเดียวครับ (ผมลืมบอกไปว่านางเอกในเรื่องนี้คือ คุณ Gwyneth Paltrow ดาราโปรดของผม) ผมอยากให้คนที่ชอบยืนบล็อกทางบนบันไดเลื่อน ได้มีโอกาสดูภาพยนตร์เรื่องนี้ บางครั้งเพียงแต่เสี้ยวนาทีที่พลาดรถไฟฟ้า อาจทำให้คนบางคนพลาดเวลานัด ไปทำงานสาย ไปเรียนไม่ทัน ถึงแม้จะไม่กี่นาทีก็ตาม เพราะว่า BTS และ MRT บางช่วงเวลา ความถี่ 510 นาที/ขบวน บางครั้งผมอยากจะแอบถ่าย VDO พฤติกรรมเหล่านี้ โดยเฉพาะผู้โดยสารหลายๆ ท่านจะยืนบนบันไดเลื่อนเฉยๆ ทั้งๆ ที่จุดที่เขายืนบนบันไดเลื่อนเห็นรถไฟฟ้าจอดรอที่สถานี แล้วค่อยมาวิ่งตาลีตาเหลือกเพื่อจะให้ทันประตูรถไฟฟ้าที่กำลังจะปิด
ทำไมเขาเหล่านั้นไม่เลือกที่จะเดิน Chilled Chilled บนบันไดเลื่อนแล้วเดินเข้ารถไฟฟ้า
นอกจากนั้น การที่หลายๆ ท่านชอบมายืนตรงช่องทางเดินที่ทางสถานีเข้าทำเครื่องหมายให้เป็นช่องสำหรับให้ผู้โดยสารในรถไฟฟ้าได้ก้าวเดินออกมาก่อน ปรากฏว่าบางท่านไปยืนขวางทาง ทำให้ผู้โดยสารข้างในเดินออกมาลำบากมาก โดยก้าวออกมาได้ทีละคน ทำให้ทุกๆ คนเสียเวลาไปหมด หรือหลายๆ ครั้งผมพบว่า ผู้โดยสารยังเดินออกมาไม่หมด บางท่านก็เดินเข้าไปในขบวนรถไฟแล้ว และคนส่วนใหญ่ไม่ค่อยจะชอบเดินเข้ามาด้านใน ทำให้อัดแน่นกันตรงบริเวณประตู แทนที่จะจุผู้โดยสารได้มากขึ้น โดยเฉพาะในช่วงเวลา Rush Hour และบางคนชอบยืนพิงประตู ซึ่งผมคิดว่าอันตรายมาก เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมา ผมอ่านจากหนังสือพิมพ์ M2F ซึ่งลงข่าวว่า ประตูรถไฟฟ้า BTS เปิดเอง ทั้งๆ ที่ยังไม่ได้จอดเทียบท่าที่สถานี โชคดีที่ไม่มีคนตกรถไฟฟ้า ซึ่งถ้ามี รับรองผู้โดยสารท่านนั้นคงจะดังไปทั่วโลก ผมเชื่อว่า ได้ขึ้นหน้า 1 หนังสือพิมพ์ไทยรายวันทุกฉบับแน่ๆ อย่าลืมนะครับ BTS เป็นรถไฟลอยฟ้า ถ้าตกลงมาจะเป็นอย่างไร คงจินตนาการภาพออกนะครับ
สิ่งที่ผมชื่นชม BTS ถึงแม้จะช้าไปเป็น 10 ปี ก็คือ การทำกำแพงกระจกกั้นระหว่างรถไฟฟ้ากับชานชาลาสถานี ลองคิดดูสิครับ ถ้าเกิดมีคนสติไม่ดีผลักคนที่ยืนรอรถไฟฟ้าที่ยืนอยู่ข้างหน้าเขาแรงๆ ทำให้คนข้างหน้าล้มลงไปในรางรถไฟฟ้า ขณะที่รถไฟฟ้ากำลังวิ่งเข้ามาเทียบท่าที่สถานีอะไรจะเกิดขึ้นครับ แต่ตอนนี้ผมเพิ่งเห็น BTS เพิ่งจะเริ่มทำที่สถานีสยาม ซึ่งเป็นสถานีชุมสาย และคึกคักที่สุด หวังว่าจะติดตั้งทุกชานชาลาของทุกสถานีโดยเร็วนะครับ ถึงแม้อาจจะทำให้ BTS ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นบ้าง แต่ดีกว่าปล่อยให้เกิดอุบัติเหตุคนตกลงไปในรางรถไฟฟ้า เหมือนกับที่สาววัยรุ่นไทยคนหนึ่งไปเกิดอุบัติเหตุดังกล่าวที่สิงคโปร์ จนต้องตัดขาทิ้งไป ชื่อเสียงที่เสียไปบวกกับความหวาดกลัวของผู้ใช้รถไฟฟ้า อาจจะแพงกว่าค่าใช้จ่ายดังกล่าว ถึงแม้ว่าทาง BTS อาจจะทำประกันความรับผิดชอบด้านอุบัติเหตุของผู้โดยสารกับบริษัทประกันภัยไว้ก็ตาม สิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจมาก ว่า ทาง กทม.ผู้ให้สัมปทาน ทำไมจึงปล่อยปละละเลยเรื่องความปลอดภัยของประชาชนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้ามานานเป็น 10 ปี อย่างนี้หวังว่าในส่วนต่อขยายและเส้นทางรถไฟสีอื่นๆ ที่กำลังจะประมูลหรือกำลังก่อสร้าง จะใส่ใจในเรื่องเหล่านี้ให้มากขึ้น อย่าปล่อยให้วัวหายแล้วค่อยล้อมคอกนะครับ ส่วนเราในฐานะผู้โดยสารอยากให้รณรงค์เรื่องวัฒนธรรมการใช้รถไฟฟ้าและบันไดเลื่อน ผมว่าการเลียนแบบวัฒนธรรมของคนญี่ปุ่นเป็นสิ่งที่ดีที่สุด เราชอบลอกเลียนแบบวัฒนธรรมชาติอื่นๆ มามากมาย ทั้งส่วนที่ดีและไม่ดี ทำไมวัฒนธรรมดีๆ แบบนี้เราไม่เอามาเป็นเยี่ยงอย่างกันบ้างละครับ
บ่นมาซะนานขอเข้าเรื่องกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐานมูลค่า 6.25 หมื่นล้านบาท ซึ่งเป็น IPO ที่ใหญ่ที่สุดประเภทนี้ เมื่อจะระดมทุน โดยทาง BTS จะขายหรือโอนรายได้ค่าโดยสารสุทธิที่จะเกิดขึ้นในอนาคต จากการดำเนินงานของระบบรถไฟฟ้า BTS สายหลัก ระยะทาง 23.5 กิโลเมตร ตามอายุสัญญาสัมปทานที่เหลืออยู่ประมาณ 17 ปีให้กับกองทุนรวมดังกล่าว โดยไม่รวมส่วนต่อขยายจากสะพานตากสินไปตลาดหมู และจากอ่อนนุชไปแบริ่ง ซึ่งเป็นรายได้ของ กทม. โดย BTS ได้รับเพียงค่าจ้างการให้บริการระยะเวลา 30 ปีเท่านั้น บริษัทหลักทรัพย์ภัทรธนกิจ ซึ่งเป็น Lead underwriter ได้จัดงานแนะนำกองทุนดังกล่าว เมื่อวันอังคารที่ผ่านมานี่เอง ก็เป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการลงทุนสำหรับท่านนักลงทุนที่สนใจลงทุนในอะไรที่มีความเสี่ยงต่ำ รายได้ค่อนข้างแน่นอน นะครับ


