
ส่องอนาคตรองเท้าไทย
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ
อุตสาหกรรมรองเท้า อุตสาหกรรมที่มีผู้ผลิตทั้งรายเล็กรายใหญ่จำนวนมากในเมืองไทย ถือเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมที่ไทยมีความเชี่ยวชาญในการผลิต ซึ่งเมื่อการรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในปี 2558 เกิดขึ้น ตลาดอาเซียนจะกลายเป็นโอกาสของรองเท้าไทยในอนาคต
ชนินทร์ จิตต์โกมุท นายกสมาคมรองเท้าไทย กล่าวว่า อาเซียนเป็นตลาดส่งออกรองเท้าสำคัญของไทยในปัจจุบัน มีสัดส่วนการส่งออกกว่า 2030%ซึ่งประเทศที่นำเข้ารองเท้าจากไทยเป็นอันดับ 1 ในอาเซียน คือ เมียนมาร์ โดยเฉพาะรองเท้าแตะที่ไทยส่งออกไปเมียนมาร์เป็นจำนวนมาก ซึ่งในอนาคตการส่งออกรองเท้าไทยในอาเซียนจะเพิ่มขึ้นต่อเนื่องไม่เฉพาะรองเท้าสำเร็จรูป แต่รวมถึงชิ้นส่วนหรือส่วนประกอบของรองเท้า เช่น พื้นยางพารา
ทั้งนี้ เป็นผลจากประเทศในอาเซียนจะทำการค้าระหว่างกันมากขึ้น ขณะที่ตลาดอื่นๆ มีศักยภาพน้อยลง ผู้ประกอบการจึงต้องหันมาค้าขายกันเองในภูมิภาค และขณะนี้ฐานการผลิตรองเท้าได้กระจายออกไปอยู่ในหลายประเทศ เช่น เวียดนาม กัมพูชา ไทยก็สามารถส่งออกชิ้นส่วนรองเท้าไปยังแหล่งผลิตดังกล่าวได้
ภาพรวมของอาเซียนไม่ได้ทำให้ไทยเสียเปรียบ เพราะแต่ละประเทศในอาเซียนมีจุดเด่นการผลิตรองเท้าที่แตกต่างกันไป เช่น มาเลเซีย ผลิตรองเท้าสตรีเก่งมาก มีความแตกต่างและตกแต่งได้สวยงาม จนนักออกแบบจากยุโรปยอมรับให้มาเลเซียเป็นประเทศที่ผลิตรองเท้าสตรีได้ถูกใจคนยุโรปมากที่สุด หรือการผลิตรองเท้าในเวียดนาม จะเน้นการผลิตจำนวนมาก ใช้แรงงานมาก ขณะที่ไทยเชี่ยวชาญในการผลิตรองเท้าหนัง ซึ่งจากความแตกต่างทำให้ยังไม่ได้เป็นคู่แข่งกันโดยตรง แต่จะเป็นตัวส่งเสริมกัน หากผู้ประกอบการรู้จักใช้ประโยชน์จากเออีซีและปรับตัว
“ในปี 2556 คาดว่าการส่งออกรองเท้าของไทยจะขยายตัวได้ที่ระดับ 10% หลังจากปี 2555 ยอดการส่งออกลดลง มีมูลค่า 2 หมื่นล้านบาท เพราะไทยจะส่งออกไปอาเซียนเพิ่มขึ้น โดยในฟิลิปปินส์ชอบรองเท้าแตะแฟชั่น ไทยต้องเข้าไปเจาะตลาดเพิ่ม ส่วนตลาดอินโดนีเซีย ไทยยังเข้าไม่ถึง เพราะอินโดนีเซียเป็นผู้ผลิตรองเท้ารายใหญ่เช่นเดียวกัน แต่หากเข้าไปจับตลาดได้จะดี และมาเลเซีย ต้องส่งเข้าไปขายในตลาดระดับกลางบน ซึ่งแต่ละตลาดยังมีช่องทางอยู่อีกมาก” ชนินทร์ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การเข้าไปเจาะตลาดต่างประเทศ หรือใช้ประโยชน์จากเออีซีให้ได้มากที่สุดนั้น ผู้ประกอบการไทยจำเป็นต้องมีการพัฒนาตัวเองให้เข้มแข็งและพร้อมที่จะไปแข่งขัน การออกไปขยายตลาดในประเทศ หรือการย้ายฐานการผลิตไปประเทศอื่นเพื่อใช้ประโยชน์ในเรื่องแรงงาน จำเป็นต้องมีฐานการผลิตในประเทศที่แข็งแรงเพียงพอ เพราะการผลิตรองเท้าของแต่ละเจ้ามักจะมีความลับเฉพาะตัวในด้านการผลิต มีเอกลักษณ์ในการผลิต การผลิตบางอย่างจึงต้องทำในเมืองไทยและต้องใช้ฝีมือคนไทย เพื่อสร้างความแตกต่าง การออกไปผลิตในต่างประเทศก็ไปเฉพาะกลุ่มที่ต้องใช้แรงงานมาก
ขณะเดียวกันต้องทำการวิจัยและพัฒนารองเท้าเพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม รองเท้าต้องมีความแตกต่าง มีจุดขาย เช่น รองเท้าเพื่อสุขภาพ รองเท้าหนังกันน้ำ เพื่อเป็นทางเลือกให้ลูกค้า และไม่ว่าจะเป็นผู้ผลิตรายใหญ่หรือเล็กก็จำเป็นต้องทำ เพราะปัจจุบันไทยไม่ใช่ผู้ผลิตรองเท้ารายใหญ่ เวียดนามผลิตรองเท้ามากกว่าไทย 8 เท่า จีนผลิตมากกว่า 50 เท่า และยังทำได้ต้นทุนถูกกว่าไทย ดังนั้นไทยจึงต้องขายการออกแบบ คุณภาพ รวมถึงมาตรฐานการผลิตที่เฉพาะตัว เพื่อความอยู่รอดของผู้ประกอบการเอง
แต่ผู้ประกอบการที่อยู่ไม่ไหวก็คงมีไม่น้อย เพราะได้รับผลกระทบจากการขึ้นค่าจ้างในประเทศ รวมถึงมีสินค้าจากต่างระเทศเข้ามาตีตลาด ขีดความสามารถไม่มี โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายเล็กกลาง โดยเชื่อว่าหากไม่ปรับตัวน่าจะมีผู้ประกอบการกว่า 20% ของผู้ประกอบการทั้งหมด 4,000 ราย ต้องปิดตัวลง
“รายใหญ่ก็ย้ายฐานการผลิตไปต่างประเทศ ไม่น่าห่วง แต่รายเล็กไม่มีกำลังออกไปต่างประเทศ แต่ก็จะแข่งขันได้ถ้าปรับตัว เช่น ร้านเย็บรองเท้าห้องแถว ผลิตได้วันละ 10 คู่ แต่หากรองเท้าที่ผลิตขายมีมูลค่า มีจุดขาย ขายได้คู่ละ 3,000 บาท ก็สามารถอยู่ได้เหมือนกัน ดังนั้นไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าธุรกิจใหญ่หรือเล็ก แต่หากพัฒนาสินค้าให้เหมาะสมกับความเชี่ยวชาญ ของผู้ผลิตแต่ละราย ก็อยู่ได้ในเออีซีเหมือนกัน” ชนินทร์ กล่าว







