posttoday
เปลี่ยนมุมมอง

เปลี่ยนมุมมอง

19 มีนาคม 2556

ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่เนื้อหอมสุดๆ ในเวลานี้ เพราะหน้าที่การงานในฐานะผู้แทนประเทศไทยประจำเมียนมาร์ เพื่อนบ้านที่กำลังฮอตสุดๆ ยามนี้

ขึ้นชื่อว่าเป็นบุคคลที่เนื้อหอมสุดๆ ในเวลานี้ เพราะหน้าที่การงานในฐานะผู้แทนประเทศไทยประจำเมียนมาร์ เพื่อนบ้านที่กำลังฮอตสุดๆ ยามนี้

“พิษณุ สุวรรณะชฎ” เอกอัครราชทูต ณ กรุงย่างกุ้ง เพิ่งรับตำแหน่งนี้มา 10 เดือนเศษ แต่ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญยิ่ง เพราะเมียนมาร์เพิ่งเปิดประเทศ หลังปิดตัวเองมานานครึ่งศตวรรษ

ทูตพิษณุ เล่าว่า เวลา 10 เดือนที่ผ่านมา เห็นความเปลี่ยนแปลงอย่างมาก ผู้คนมีรอยยิ้มมากขึ้น เพราะสิทธิเสรีภาพที่เพิ่มขึ้น หลายสิ่งหลายอย่างที่ไม่เคยมีก็เริ่มมี อย่างโอกาสเข้าถึงมือถือที่มากขึ้น เพราะราคาที่เริ่มลดลง หนังสือพิมพ์และสื่อสิ่งพิมพ์บนแผงที่เพิ่มจำนวนและหลากหลายขึ้น รวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ชี้ว่าเศรษฐกิจเมียนมาร์กำลังเติบโต เช่น ร้านอาหารต่างชาติใหม่ๆ ซึ่งสะท้อนว่าคนต่างชาติเข้าไปท่องเที่ยวและทำธุรกิจในประเทศนี้เพิ่มขึ้น

ตอนที่มารับตำแหน่งใหม่ๆ ป้ายบิลบอร์ดระหว่างสนามบินถึงสถานทูตจะเป็นธุรกิจอัญมณีเป็นส่วนใหญ่ แต่ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนเป็นสินค้าต่างๆ ทั้งคอนเสิร์ต อาหารเสริม เครื่องสำอาง บ่งบอกถึงการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นรวดเร็ว ส่งผลให้ชีวิตผู้คนเปลี่ยนจากการใช้สินค้าที่จำเป็นต่อชีวิตมาเป็นสินค้าไลฟ์สไตล์มากขึ้น

ปัจจุบัน คนไทยเดินทางไปเมียนมาร์เพิ่มขึ้น ซึ่งถือเป็นสิ่งที่ดี เพราะเป็นเรื่องจำเป็นที่คนไทยต้องเข้าไปสัมผัส รู้ข้อเท็จจริงด้วยตัวเอง ต้องปรับมุมมองใหม่ อย่าคิดเอาเองหรือติดกับความคิดเก่าๆ จนทำให้หลายๆ คนมีทัศนคติที่คลาดเคลื่อนไปจากความเป็นจริง

“คนเมียนมาร์น่ารักและไม่ได้มีทัศนคติทางลบกับคนไทย ประวัติศาสตร์เมียนมาร์ต่างกับประวัติศาสตร์และการรับรู้ของคนไทย หากยึดติดกับประวัติศาสตร์ที่ถูกเขียนขึ้นทำให้เกิดความบาดหมาง ก็จะเป็นการบั่นทอนตัวเอง เราน่าจะมองเป็นบทเรียน เพื่อไม่ให้เกิดความผิดพลาดซ้ำรอยอดีต และควรมองไปข้างหน้าทำให้ทั้งสองชาติได้ประโยชน์ร่วมกันมากกว่า”

สำหรับความประทับใจที่มีต่อเพื่อนบ้านรายนี้ ทูตพิษณุ กล่าวว่า ได้หวนคืนสู่สิ่งที่อยู่ในความทรงจำตั้งแต่วัยเด็ก คือ ภาพพระบิณฑบาต ตลาดคึกคัก ผู้คนเป็นมิตร ถนนหนทางเต็มไปด้วยต้นไม้ ซึ่งในวันนี้ไทยแทบจะไม่มีภาพเหล่านี้แล้ว แต่เมืองใหญ่ในเมียนมาร์ยังมีอยู่

ที่สำคัญคือ ผู้คน คนเมียนมาร์จิตใจอ่อนโยน โอบอ้อมอารี มีไมตรีจิต โดยเฉพาะกับคนไทย ชาวเมียนมาร์จะมีความรู้สึกที่ดีและมองไทยเป็นแบบอย่างในการพัฒนา

อีกเรื่องคือ วิถีชีวิตของชาวเมียนมาร์ที่ยังยึดหลักธรรมตามแนวทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัด เชื่อกฎแห่งกรรม การทำความดี ละเว้นเรื่องผิดศีลธรรม ดูอย่างในช่วงเข้าพรรษา ธุรกิจโรงแรมและบริการต่างๆ จะซบเซา เพราะคนเมียนมาร์จะไม่แต่งงาน ไม่รื่นเริง แต่จะเข้าวัด ทำบุญ รักษาศีล

ความเชื่อของคนเมียนมาร์จะแตกต่างกับไทยอยู่บ้าง อย่างชายชาวเมียนมาร์ หากมีเวลาว่างก็จะบวชเพื่อสะสมบุญ ดังนั้นในชีวิตลูกผู้ชายคนหนึ่งอาจบวชหลายครั้ง ขณะที่ชายไทยหากบวชหลายๆ ครั้ง ก็จะถูกมองว่ามีปัญหา

แม้ว่าคนไทยและเมียนมาร์จะดูคล้ายคลึงกัน แต่ความคิด ความเชื่อ และวัฒนธรรมไม่ได้เหมือนกัน วิธีปฏิบัติก็อาจแตกต่างกันไป ทั้งที่นับถือศาสนาพุทธเหมือนกันก็ตาม ดังนั้นเมื่อคนไทยเข้าไปในเมียนมาร์ก็ควรต้องเรียนรู้และปฏิบัติตามแนวทางและข้อปฏิบัติของคนท้องถิ่น เช่น การเข้าศาสนสถานจะต้องถอดรองเท้าและถุงเท้า

ทูตพิษณุ ทิ้งท้ายว่า เราต้องมองเมียนมาร์อย่างเข้าใจ และให้กำลังใจเพื่อให้เขาสามารถรักษาวิถีชีวิตและวัฒนธรรมที่งดงามในแบบเมียนมาร์เอาไว้ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างมากนี้

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ