posttoday
‘ผมแพ้ และคุณก็แพ้...อ้าว!! ไหงเป็นงั้น’

‘ผมแพ้ และคุณก็แพ้...อ้าว!! ไหงเป็นงั้น’

19 มีนาคม 2556

ผมคุยค้างในเรื่องของ Comfort Zone กับ Safety Zone เอาไว้ ต้องมาอธิบายต่อ คือ ในสมัยก่อนจุดที่สบายในการประกอบอาชีพและสร้างสะสมความมั่งคั่งกับจุดที่เรารู้สึกปลอดภัย มันเป็นจุดเดียวกัน ...แต่ถ้าจะอธิบายลึกกว่านั้น เราบอกได้เลยว่า จริงๆ ในอดีตที่เขาว่า จุดที่ดี กับ จุดที่ปลอดภัย มันอยู่จุดเดียวกัน เช่น คนที่มีการศึกษาดีก็ต่อเมื่อคนคน นั้นมีการศึกษา

ผมคุยค้างในเรื่องของ Comfort Zone กับ Safety Zone เอาไว้ ต้องมาอธิบายต่อ คือ ในสมัยก่อนจุดที่สบายในการประกอบอาชีพและสร้างสะสมความมั่งคั่งกับจุดที่เรารู้สึกปลอดภัย มันเป็นจุดเดียวกัน ...แต่ถ้าจะอธิบายลึกกว่านั้น เราบอกได้เลยว่า จริงๆ ในอดีตที่เขาว่า จุดที่ดี กับ จุดที่ปลอดภัย มันอยู่จุดเดียวกัน เช่น คนที่มีการศึกษาดีก็ต่อเมื่อคนคน นั้นมีการศึกษา

“การศึกษา” ...ถูกต้อง!! การศึกษา ในอดีตมันตัดสินเลยว่าคนคนหนึ่งจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว ...ดูอย่างใกล้ๆ ตัว ในอดีตใครก็ตามที่ขึ้นมาเป็นผู้นำองค์กรในบริษัท หรือธนาคารใหญ่โต ...รวมถึงได้รับเชิญเป็นที่ปรึกษาใหญ่โตของรัฐบาล ล้วนเป็นนักเรียนนอก ...พวกจบนอก และจะยิ่งแจ๋วกว่านั้น ถ้าจบ Harvard หรือ Oxford ...ก็พวก IVY LEAGUE UNIVERSITY ทั้งหลายนั่นแหละ

แต่มองดูปัจจุบันสิ... จบนอกเกลื่อน ...จบ Harvard เดินชนกัน ...ดังนั้นมันต้องมาพิจารณาใหม่แล้วว่า ตกลงแต้มต่อที่เคยมีในอดีต มันเปลี่ยนไปอย่างไร ...แน่นอน คนที่จบนอก มหาวิทยาลัยดีๆ ย่อมได้เปรียบ เหมือนมี “บัตรผ่านประตูที่ดีกว่า คนจบทั่วๆ ไป” แต่คิดดีๆ นะ เดี๋ยวนี้ค่าเรียนก็แพงขึ้น ...เงินเดือนเริ่มต้นก็ลดลง (เทียบตามมูลค่าเงิน) ...แถมองค์กรปัจจุบัน ก็เป็นองค์กรขนาดใหญ่ที่มีระบบต่างๆ รองรับอย่างดี เรียกได้ว่าเอาคนธรรมดามานั่งทำงานแทน ยังไม่เห็นความแตกต่าง ...โอ้ว!! แม่เจ้า ผมโอเวอร์ไป จริงๆ ไม่ถึงขนาดนั้น เพียงแต่อยากจะชี้ว่าองค์กรใหญ่ๆ ที่มีระบบและ System สมบูรณ์แบบอยู่แล้ว ...แทบไม่ต้องการคนเก่งเข้ามาทำงาน เขาต้องการเพียงคนที่สามารถทำตามระบบ

ถูกไหม ...คุณลองนึกภาพว่า คนเก่งต้องการอะไร ...ใช่!! คนเก่งก็คือคนที่ต้องการพิสูจน์ฝีมือ หรือต้องการแก้ปัญหายากๆ แต่ถ้าเอาคนเก่งมานั่งทำงาน Routine ในระบบที่สมบูรณ์อยู่แล้ว ...อะไรคือค่าของคนเก่ง ...ใช่!! ความเก่งก็ไร้ค่าในสภาพแวดล้อมที่มีทุกอย่างแล้ว

คำถามคือ แล้วเมื่อใดล่ะ ที่เรามี “สภาพแวดล้อมที่มีทุกอย่างแล้ว”?? ...ใช่ !! ปัจจุบันนี่แหละ ที่เรามีทุกอย่าง มีระบบ มีการตรวจสอบ มีทุกสิ่ง ...นั่นแหละเป็นโจทย์

“โจทย์ อะไรฟระ!!”

ก็โจทย์ที่ย้อนให้คนเก่งนั่งคิดว่า “ความเก่งของคุณจะทำอย่างไร ในยุคที่มีทุกอย่างแล้ว”

มันย้อนกลับมาถึงหนังสือของ SETH GODIN อีกครั้งที่เขาพูดอย่างท้าทายว่า ในอนาคตคนเราจะไม่ให้ค่าความสำคัญต่อความเก่ง แต่เขาจะให้ค่าความสำคัญต่อหนึ่ง Trust “ความไว้วางใจ” สอง Connection “เครือข่าย” และ Surprise “ความประหลาดใจ”

ถูกต้อง!! ปัจจุบันโลกเราเปลี่ยน เราได้ใช้ชีวิตท่ามกลางความสะดวกสบายที่มีต้นทุนทางการเงินที่ไม่แพง แม้จะมาพร้อมกับปัญหาสภาพแวดล้อม แต่เราก็ได้สิ่งอำนวยความสะดวกที่ครบครันอยู่ดี ...นั่นเป็นที่มาที่เราต้องคิดต่าง การที่เรายอมมอบความเก่งเราทิ้งไป แล้วก้มหน้าก้มตาทำงานตาม Routine เสมือนเราเป็นหุ่นยนต์ ก็คือ “ชีวิตที่ล้มเหลว”

จะว่าไปแล้วสภาพแวดล้อมมันเป็นตัวกำหนดว่ามนุษย์จะต้องเป็นอย่างไร ...ถ้ามองย้อนไปในยุคโบราณเราเป็น Entrepreneur หรือผู้ประกอบการนะ เพราะมนุษย์เราอยู่ในถ้ำ แล้วออกหาอาหารแข่งกับเสือและสิงโต ...ครับ!! สัตว์โลกที่หาอาหารกินเอง มันมีชีวิตที่ท้าทายตลอดเวลา ...แบบว่า เราไม่รู้เลยว่าวันต่อไปจะมีอาหารกินหรือจะหิวโหย ครั้นจะออกล่าเยอะๆ แล้วเก็บอาหารก็ไม่มีตู้เย็น ซะงั้น!! ...นั่นแหละ ยุคโบราณที่ค่อยๆ ปรับมาเป็นโลกทุนนิยม ที่คนส่วนใหญ่ถูกเปลี่ยนให้เป็นแรงงาน ...ทำตามระบบที่ถูกวางไว้แล้ว ...มาถึงวันนี้โลกก็เริ่มจะตีกลับไปยุคโบราณ เพราะเทคโนโลยีเอื้อต่อการสร้างธุรกิจที่ใช้คนน้อย หรือคอมพิวเตอร์กับ Internet ก็เป็นเจ้าของกิจการได้ ...มุมมองใหม่คือเราต้องพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง คิดให้เหมือนว่าเราต้องออกหาอาหารอีกครั้งเหมือนยุคโบราณ แต่ครั้งนี้มันเป็นการหาอาหารทางการค้าและบริการ

และด้วยเหตุผลนี่เอง ที่เราต้องคิดให้หนักขึ้น ต้องเข้าใจตัวเอง และ ความเปลี่ยนแปลงรอบๆ ตัวให้มากขึ้น ...ว่าอันที่จริงการที่เราคิดว่าเราปลอดภัย ทำงานที่มั่นคง เงินเดือนสูง จริงๆ มันคือ “ความเสี่ยง” ที่ทำให้เราติดกับดักในที่สุด ...ทางแก้คือการเป็น Artist ในการใช้ชีวิต ที่มองอยู่ตรงข้าม นั่นแหละสิ่งที่เราต้องเดินไป!!

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท