
หวั่นบาทแข็งซ้ำวิกฤตปี"40 "ซีพี" แนะส่งออกฝ่ารายได้หด
ผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 29.72 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 2 ปีข้างหน้า ที่คาดว่าค่าเงินบาทจะแตะ 2526 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ และจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา
ผลจากค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น จากปัจจุบันเฉลี่ยอยู่ที่ 29.72 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องในอีก 2 ปีข้างหน้า ที่คาดว่าค่าเงินบาทจะแตะ 2526 บาท ต่อเหรียญสหรัฐ และจะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจตามมา
สมภพ มานะรังสรรค์ อธิการบดีสถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์ ได้ออกมาเตือนว่า มีหลายปัจจัยที่เศรษฐกิจไทยจะไปซ้ำรอยก่อนเกิดวิกฤตปี 2540 ในไทย ทั้งดัชนีตลาดหลักทรัพย์ปรับเพิ่มไม่ต่ำกว่า 1,600 จุด อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ 6% มีเงินทุนไหลเข้ามาเก็งกำไรในตลาดหุ้น
ปัจจุบันการแข็งค่าของเงินบาท ยังเป็นผลมาจากการไหลเข้ามาลงทุนทางตรง หรือเอฟดีไอของญี่ปุ่นในไทย รับการเป็นศูนย์กลางประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือเออีซี ในปี 2558 โดยปี 2555 สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือบีโอไอ อนุมัติการลงทุนจากญี่ปุ่นรวม 3.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ เพิ่มขึ้น 100% จากปี 2554 ถือเป็นการเคลื่อนย้ายเงินทุนย้ายฐานครั้งใหญ่ของญี่ปุ่นมาไทย
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้กลับไปซ้ำรอยวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 ทางการและธนาคารแห่งประเทศไทย ควรบริหารจัดการและดูแลใน 3 เรื่องหลัก คือ 1.ดูแลหนี้ภาคครัวเรือนที่เทียบกับจีดีพีไม่ให้เพิ่มขึ้นสูงมาก 2.บริหารนโยบายประชานิยมด้วยความระวังอย่าให้ติดกับดักหนี้มากกว่านี้ และ 3.ระวังเรื่องฟองสบู่ ขณะนี้มีเค้าลางจากการเพิ่มค่าราคาสินทรัพย์ อสังหาริมทรัพย์ ดัชนีราคาหุ้น การบริโภคภายในประเทศโดยต้องใช้นโยบายการคลังผสานกับนโยบายการเงินที่เหมาะสม
สุเมธ เหล่าโมราพร ประธานคณะผู้บริหารกลุ่มธุรกิจการค้าระหว่างประเทศ สายธุรกิจข้าวและอาหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า ขณะนี้ผู้ส่งออกจะเร่งเทขายเงินเหรียญสหรัฐ เพื่อถือครองเงินบาท เพราะคาดการณ์ว่าเงินบาทจะแข็งค่า โดยในแวดวงธนาคารบางแห่งคาดการณ์ 2526 บาทต่อเหรียญสหรัฐในอนาคตอันใกล้
ทั้งนี้ การแข็งค่าของเงินบาทเพิ่มขึ้นทุกๆ 1 บาท ส่งผลให้รายได้จากการส่งออกลดลง 2.4 แสนล้านบาท จากมูลค่าการส่งออกรวมทุกอุตสาหกรรม 2.4 แสนล้านเหรียญสหรัฐในปีก่อนหน้า แต่หากเป็นข้าวสินค้าเกษตรส่งออกหลักของไทย ซึ่งผลิตในประเทศเป็นหลักไม่มีการนำเข้าสินค้าทุนจากต่างประเทศเข้ามาสร้างสมดุลระหว่างส่งออกและนำเข้านั้น มูลค่าส่งออกจะลดลงมีผลต่อการส่งออกของสินค้ากลุ่มนี้เป็นอย่างมาก
ขณะนี้การส่งออกข้าวไทยโดนผลกระทบสองด้านทั้งเรื่องคุณภาพและราคา จากการที่ภาครัฐเร่งระบายข้าวออกจากสต๊อก เพื่อเตรียมรับการจำนำข้าวนาปีและนาปรังรอบใหม่ และการแข็งค่าเพิ่มขึ้นของเงินบาท โดยขณะนี้สถานการณ์ส่งออกปรับตัวดีขึ้นแล้ว เห็นได้จากยอดส่งออกเดือน ม.ค. ส่งออกได้ 5.7 แสนตัน เพิ่มขึ้นจากช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้าซึ่งส่งออก 4 แสนตัน จากการที่ภาครัฐเร่งระบายข้าวจากโครงการรับจำนำออกจากสต๊อกทั้งปี จึงคาดการณ์ยอดส่งออกปีนี้จะอยู่ที่ 78 ล้านตัน เป็นอันดับ 2 รองจากอินเดีย ที่ส่งออกได้ 10 ล้านตัน ซึ่งอยู่บนสมมติฐานค่าเงินบาทเคลื่อนไหวที่ 29 บาทต่อเหรียญสหรัฐ แต่หากเงินบาทแข็งค่าขึ้นยอดส่งออกในแง่มูลค่าจะลดลงอย่างมาก
พร้อมกันนี้ ทางซีพีจะเร่งพัฒนาสายพันธุ์ข้าวหอมมะลิไทยให้มีสายพันธุ์ที่ดีขึ้น หลังจากที่รัฐใช้นโยบายรับจำนำข้าว ทำให้ข้าวมีราคาเดียวกันหมดจนคุณภาพต่ำลงไป และได้เร่งปรับตัว โดยหันมาพัฒนาสินค้าประเภทข้าวแปรรูป เป็นอาหารประเภทเส้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเส้นก๋วยเตี๋ยว หรือเส้นสปาเกตตีมากขึ้น เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มจากสินค้า ซึ่งสินค้าในกลุ่มดังกล่าวได้เริ่มทดลองผลิต สร้างรายได้เติบโตปีละ 20%
ปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อจะลงทุนด้านเครื่องจักรเพิ่มอีกไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท โรงงานจะตั้งอยู่ที่ จ.พระนครศรีอยุธยา บนเนื้อที่ 500 ไร่ จะแบ่งการพัฒนาออกเป็น 2 เฟส เฟสละ 500 ล้านบาท คาดว่าจะเริ่มผลิตเฟสใหม่ได้ในกลางปี 2557 จะเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มของข้าวไทยในอนาคตให้สามารถแข่งขันระหว่างตลาดในประเทศและต่างประเทศได้







