posttoday
งบ2ล้านล.คุ้มหรือไม่?

งบ2ล้านล.คุ้มหรือไม่?

18 มีนาคม 2556

โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้งบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งใช้งบประมาณสูงสุดที่ประเทศไทยเคยมี คือใช้เม็ดเงินถึง 2.0 ล้านล้านบาท โดยเป็นการใช้เงินกู้ประมาณ 1.936 ล้านล้านบาท และที่เหลือเป็นการตั้งเงินสำรองจ่าย กว่า 6 หมื่นล้านบาท เป็นแผนงานซึ่งมีการออกเป็น พ.ร.บ.รองรับโครงการ และกู้เงินใช้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมี

โครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานภายใต้งบประมาณ 2.2 ล้านล้านบาท เป็นการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานซึ่งใช้งบประมาณสูงสุดที่ประเทศไทยเคยมี คือใช้เม็ดเงินถึง 2.0 ล้านล้านบาท โดยเป็นการใช้เงินกู้ประมาณ 1.936 ล้านล้านบาท และที่เหลือเป็นการตั้งเงินสำรองจ่าย กว่า 6 หมื่นล้านบาท เป็นแผนงานซึ่งมีการออกเป็น พ.ร.บ.รองรับโครงการ และกู้เงินใช้ในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ใช้เงินงบประมาณมากที่สุดเท่าที่ประเทศไทยเคยมี

ถึงแม้ว่าหน่วยงานของรัฐจะออกมาชี้แจงว่า เป็นจังหวะเหมาะสมที่จะลงทุน เพราะมีสภาพคล่องส่วนเกินในระบบประมาณ 2.48 ล้านล้านบาท ไม่ส่งผลกระทบต่อสัดส่วนหนี้สาธารณะ ซึ่งจะสูงสุดร้อยละ 50 ในปี 2559 ถึงแม้ว่าจะเป็นการทยอยกู้ในระยะเวลา 7 ปี (พ.ศ. 25562563) และเงินกู้ส่วนใหญ่จะเป็นการกู้ในประเทศ แต่ก็ต้องยอมรับว่าโครงการนี้ของรัฐบาลใช้เงินกู้ถึงร้อยละ 6 ของ GDP ก็ถือว่าเป็นเม็ดเงินที่ค่อนข้างสูง จึงเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อน และจำเป็นที่รัฐบาลต้องรับฟังการวิพากษ์ของสังคม ทั้งสนับสนุนและคัดค้านถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต

หากตัดประเด็นเกี่ยวกับด้านความเหมาะสมในการก่อหนี้สาธารณะในอนาคตออกไป โดยส่วนตัวในฐานะนักโลจิสติกส์ ผมค่อนข้างสนับสนุนโครงการนี้ เพราะที่ผ่านมาประเทศไทยไม่เคยมีแผนการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานอย่างเป็นบูรณาการ และการและใช้งบผูกพันต่อเนื่องถึง 67 ปี ซึ่งผมเห็นว่า การมีแผนพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานแบบเชื่อมโยงระบบขนส่ง ทั้งทางน้ำ ทางถนน และทางราง เป็นสิ่งที่ถูกต้อง

งบประมาณส่วนใหญ่กว่าร้อยละ 81.4 ไปอยู่ที่การขนส่งระบบรางซึ่งเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เพราะการขนส่งด้วยระบบราง ในทางเศรษฐศาสตร์ประหยัดกว่าการขนส่งด้วยรถบรรทุกถึง 3 เท่า ซึ่งพบว่าปัจจุบันสัดส่วนการขนส่งด้วยรถบรรทุกอยู่ที่ร้อยละ 83 ของการขนส่งทั้งหมด ขณะที่การขนส่งทางรางมีสัดส่วนเพียงร้อยละ 2.02.3 เท่านั้น หากในอีก 67 ปีข้างหน้า ประเทศไทยมีทั้งระบบรางคู่และรถไฟความเร็วสูง ก็จะทำให้การขนส่งทั้งสินค้าและผู้โดยสารมีความสะดวกและรวดเร็วขึ้น ซึ่งนอกจากจะทำให้เกิดความปลอดภัยก็จะไปลดสัดส่วนการขนส่งทางถนน ส่งผลต่อการลดการใช้พลังงานไปโดยปริยาย ซึ่งการที่รัฐบาลมีแผนที่จะสร้างทางระบบรถไฟทางคู่เชื่อมโยงทั้งประเทศจึงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง เพราะปัจจุบันรถไฟไทยล้าหลัง และขาดการพัฒนามาอย่างต่อเนื่อง ความเร็วโดยเฉลี่ยของรถสินค้าอยู่ที่ 39 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ขณะที่ขบวนรถโดยสาร ความเร็วเฉลี่ยอยู่ที่ 60 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

อย่างไรก็ตาม เห็นว่านอกเหนือจากการพัฒนาระบบรางแล้ว รัฐบาลควรจะพัฒนาการขนส่งทางน้ำควบคู่ด้วย เพราะเห็นว่ามีการจัดสรรเงินลงทุนเพียงร้อยละ 1.5 ของงบประมาณทั้งหมด นอกจากนั้น อีกทั้ง ควรมีแผนชัดเจนในการพัฒนาท่าเรือชายฝั่ง ทั้งด้านตะวันออกและตะวันตก เช่น ท่าเรือสงขลาแห่งใหม่ และหรือท่าเรือปากบารา ที่จังหวัดสตูล ถึงแม้จะต้องรับฟังประเด็นผลกระทบสิ่งแวดล้อม และมีกลุ่มบางส่วนที่ออกมาต่อต้าน ซึ่งรัฐบาลต้องกล้าที่จะฟันธงให้ชัดเจนว่าจะดำเนินการอย่างไร เพราะยิ่งนานไป พื้นที่ซึ่งจะนำมาพัฒนาก็จะลดน้อยลง ทั้งนี้ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ด้วยงบประมาณ 2.0 ล้านล้านบาทของรัฐบาลครั้งนี้ ควรจะทำคู่ขนานไปกับการพัฒนาประสิทธิภาพของหน่วยงานต่างๆ โดยเฉพาะโครงสร้างด้านบุคลากรทั้งของรัฐและรัฐวิสาหกิจ การแก้ไขกฎระเบียบและสิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ เพื่อสามารถซึ่งเกี่ยวข้องทั้งด้านทางถนน ทางราง และทางน้ำ บางรัฐวิสาหกิจจำเป็นที่จะต้องยกเครื่องทั้งระบบ ก็ต้องดำเนินการไปพร้อมกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ไม่เช่นนั้น ถึงไทยจะมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีในอนาคต แต่หากไม่สามารถที่จะเปลี่ยนระบบขนส่งไปสู่ทางรางและทางน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดต้นทุนโลจิสติกส์ให้กับภาคเอกชนได้อย่างเป็นรูปธรรม คุ้มค่ากับเม็ดเงินลงทุนที่ต้องไปกู้ ซึ่งคนไทยทุกคนต้องมีส่วนในการแบกภาระในอนาคตงบลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 2.0 ล้านล้านบาท คุ้มค่าหรือไม่

ข่าวล่าสุด

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท

ทรู-ดีแทค เปิดจอง iPhone Duo 16 ต.ค. ลดสูงสุด 28,800 บาท