
อนาคตยานยนต์ไทยถูกบังคับไปที่"ไฮบริด"
ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วกับทิศทางของเทคโนโลยีรถยนต์ในตลาดเมืองไทยว่ากำลังจะก้าวไปในทิศทางใด
ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ แล้วกับทิศทางของเทคโนโลยีรถยนต์ในตลาดเมืองไทยว่ากำลังจะก้าวไปในทิศทางใด
ซึ่งทิศทางของเทคโนโลยีรถยนต์เมืองไทยนั้นมีเข็มทิศที่จะกำหนดทิศทางก็คือ โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์นั่นเอง
และโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ที่ผ่านความเห็นชอบจาก ครม.ที่ยึดการปล่อยค่าคาร์บอนไดออกไซด์เป็นฐานในการพิจารณาอัตราภาษีแทนการใช้ขนาดเครื่องยนต์เหมือนอย่างในปัจจุบัน
นอกจากนี้ยังให้สิทธิพิเศษกับรถยนต์ E85 รถยนต์ NGVOEM จะเสียภาษีต่ำกว่าฐานภาษีรถยนต์ปกติ 5%
ส่วนรถยนต์ที่ใช้เทคโนโลยีไฮบริด ที่เสียภาษีสรรพสามิตเพียง 10% เท่านั้น เช่นเดียวกับรถไฟฟ้า (EV)
ส่วนรถยนต์อีโคคาร์ที่ใช้เครื่องยนต์ 1,200 ซีซี เสียภาษีลดลงจากปัจจุบันอีก 3%
ขณะที่รถยนต์นั่งส่วนใหญ่ที่ขนาดเครื่องยนต์ไม่เกิน 3,000 ซีซี จะเสียภาษีเพิ่มในอัตรา 510% ตามขนาดของเครื่องยนต์
เมื่อเป็นเช่นนั้นหลังจากที่โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฉบับใหม่ มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2558 เป็นต้นไป รถยนต์อีโคคาร์จะมีราคาต่ำลง รถยนต์นั่งปกติจะมีราคาแพงขึ้นตั้งแต่ 5 หมื่น1.5 แสนบาท ส่วนรถยนต์ที่ใช้ อี85 NGV OEM และรถไฮบริด จะยังคงความได้เปรียบในเรื่องของราคาจำหน่าย
เมื่อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ฉบับใหม่ “เอื้อ” ให้เทคโนโลยีเครื่องยนต์ไฮบริดเสียภาษีเพียง 10% เท่านั้น ทำให้ค่ายรถยนต์ส่วนใหญ่ต้องหันมามองเทคโนโลยีนี้กันมากขึ้น จากเดิมที่มีแต่ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าที่เดินหน้าสร้างตลาดไฮบริดอย่างจริงจังอยู่เพียงรายเดียว
ส่วนเทคโนโลยีเครื่องยนต์อื่นๆ ที่ให้ทั้งความประหยัดน้ำมันและปล่อยไอเสียน้อย ต่างถูกรัฐบาลไทย “เมิน” ไม่ได้กำหนดอัตราภาษีให้ต่ำเหมือนอย่าง “ไฮบริด” ไม่ว่าจะเป็นเทคโนโลยีเครื่องยนต์ “ดีเซล” ของรถยุโรปที่ถือว่าดีที่สุดในโลก ให้ทั้งความประหยัดและรักษาสิ่งแวดล้อม รวมถึงเทคโนโลยี “สกายแอ็กทีฟ” ของค่ายญี่ปุ่นอย่างมาสด้า ที่ทั้งประหยัดและปล่อยไอเสียน้อย ก็ไม่ได้ประโยชน์จากโครงสร้างภาษีใหม่นี้เช่นกัน
ทั้งๆ ที่หลายฝ่าย “สงสัย” ว่าเมื่อประเทศไทยต้องการเกณฑ์ในการกำหนดอัตราภาษีด้วย “ค่าไอเสีย” แล้วทำไมถึงต้องกำหนดประเภทของเทคโนโลยีด้วย
เพราะในเมื่อ “เครื่องยนต์ดีเซล” และ “เครื่องสกายแอ็กทีฟ” ต่างก็ให้ “ค่าไอเสีย” ไม่ต่างไปจาก “เครื่องไฮบริด” หรือแม้กระทั่ง “เทคโนโลยี EV” ที่ไม่ได้ปล่อยค่าไอเสียแต่อย่างใด ก็ยังถูกกำหนดให้เสียภาษีเท่ากับไฮบริด
เมื่อเป็นเช่นนั้น ก็หมายความว่าเทคโนโลยีที่ไม่ใช่ไฮบริด จะไม่มีภาษีมาช่วยเหมือนกับไฮบริด ทำให้ราคาจำหน่ายรถยนต์เทคโนโลยีอื่น “ต้องแพง” กว่าเครื่องไฮบริดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เมื่อโครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ของไทยถูกกำหนดเช่นนั้น ก็แน่นอนว่าเทคโนโลยีเครื่องยนต์รถยนต์ก็จะต้องถูกผลักดันให้ไปในทิศทางเดียวกันนี้
ที่ผ่านมาค่ายรถยนต์ยักษ์ใหญ่อย่างโตโยต้าเป็นโต้โผ บุกเบิก สร้างการรับรู้ รวมถึงเปิดตลาดรถยนต์ไฮบริดเป็นรายแรกของประเทศไทย ซึ่งในตอนนั้นทุกคนมองว่าโตโยต้าจะเหนื่อยเปล่าหรือไม่ เพราะโครงสร้างภาษีใหม่ยังไม่ออก แต่วันนี้ทุกคนรู้แล้วว่า โตโยต้าไม่ได้เหนื่อยเปล่า แต่โตโยต้าเดินหน้าก่อนที่คนอื่นจะรู้ตัวว่าภาษีจะออกมาในรูปแบบใด
และเมื่อทุกอย่างแจ่มชัด เราจึงได้เห็นการเคลื่อนไหวของค่ายฮอนด้าที่เปิดตัวแจ๊ซ และซีวิค ไฮบริด ที่เป็นระบบไฮบริดแบบเสริม ไม่ใช้ไฮบริดแบบเต็มรูปแบบ ซึ่งคาดว่าในอนาคตจะต้องมีการตีความกันอย่างแน่นอนว่าเทคโนโลยีไฮบริดที่จะเสียภาษีสรรพสามิตเพียง 10% นั้น ต้องเป็นไฮบริดแบบใด แต่เชื่อว่าหวยน่าจะออกมาเป็นไฮบริดแบบเต็มรูปแบบถึงจะเข้าข่าย
ขณะที่ค่ายรถยุโรปอย่างบีเอ็มดับเบิลยู ซึ่งมีเครื่องยนต์ดีเซลที่ดีที่สุดในโลก ยังต้องปรับทัพใหม่ด้วยการนำเทคโนโลยีแอ็กทีฟ ไฮบริด เข้ามาจำหน่ายเช่นกัน เพราะเห็นแล้วว่าในอนาคตภาษีเมืองไทย เทคโนโลยีใดที่ได้เปรียบ
ส่วนเมอร์เซเดสเบนซ์ ประกาศชัดเจนว่าอนาคตรถยนต์เมอร์เซเดสเบนซ์ รุ่นใหม่ทั้งหมด จะใช้เทคโนโลยีไฮบริด
เมื่อเป็นเช่นนั้น ต่อไปนี้ฟันธงได้เลยว่า เทคโนโลยีเครื่องยนต์ในรถยนต์เมืองไทยจะมีอยู่ 2 ประเภท ที่ค่ายรถยนต์จะมุ่งทำตลาดนั่นคือ รถยนต์ในตระกูลอีโคคาร์ กับรถในตระกูลไฮบริดเท่านั้น
เทคโนโลยีอื่นๆ ต่อให้ดีแค่ไหน อย่าหวังจะเกิดในเมืองไทย







