
กรมชลฯ ขู่ซ้ำแล้งหนัก ห้ามทำนาปรัง รอบ 2
โดย...สิทธินี ห่วงนาค
โดย...สิทธินี ห่วงนาค
ยังคงต้องออกมากระตุ้นเตือนเกษตรกรทั่วไทยถึงภัยแล้งทั่วประเทศในปีนี้ เพื่อให้เกษตรกรไทยระมัดระวังและวางแผนการเพาะปลูกอย่างรอบคอบ
เหตุก็เพราะปีนี้ กรมชลประทานส่งสัญญาณจำกัดการจัดสรรน้ำ คุมเข้มงดไม่ปล่อยน้ำให้กลุ่มเกษตรกรที่ทำนาปรังเกินข้อตกลง เพื่อสงวนน้ำ รักษานิเวศ ป้องกันน้ำกิน น้ำใช้ไม่พอ โดย สุเทพ น้อยไพโรจน์ รองอธิบดีกรมชลประทาน ในฐานะดูแลด้านบริหารจัดการน้ำ เตือนเกษตรกรทั่วประเทศควรงดทำนาปรังรอบ 2 อย่างเด็ดขาด เนื่องจากสถานการณ์ปริมาณน้ำในประเทศขณะนี้อยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวัง
โดยเฉพาะลุ่มน้ำเจ้าพระยา ที่ 2 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพลและเขื่อนสิริกิติ์ เหลือน้ำสำหรับใช้การได้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น ในขณะที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือในพื้นที่ 8 โครงการชลประทานยังห้ามทำการเกษตรเด็ดขาด
สุเทพ กล่าวว่า ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา 22 จังหวัดที่อาศัยน้ำจาก 4 เขื่อน คือ เขื่อนภูมิพล มีปริมาณน้ำใช้การได้เพียง 2,254 ล้านลูกบาศก์เมตร (ลบ.ม.) หรือ 17% ของความจุอ่าง เขื่อนสิริกิติ์ มีปริมาณน้ำใช้การได้ 1,368 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนแควน้อย มีน้ำใช้ได้ 470 ล้าน ลบ.ม. หรือ 50% และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีน้ำใช้ได้ 336 ล้าน ลบ.ม. หรือ 43%
ทั้ง 4 เขื่อนมีภาระในการส่งน้ำสำหรับแผนเพาะปลูกพืชฤดูแล้งที่จะสิ้นสุดในวันที่ 30 เม.ย.นี้ รวมทั้งหมดอีก 1,913 ล้าน ลบ.ม. หรือ 21%
อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนคำเตือนจากกรมชลประทานอาจจะไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร เพราะขณะนี้เกษตรกรในหลายพื้นที่เริ่มทำนาปรังรอบ 2 แล้ว โดยพบว่าในโครงการส่งน้ำและบำรุงรักษามโนรมย์ ซึ่งเป็นพื้นที่ดูแลใน จ.ชัยนาท และนครสวรรค์ มีเกษตรกรเริ่มปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 แล้วกว่า 5 แสนไร่
ที่ผ่านมา สุชาติ เจริญศรี ผู้อำนวยการโครงการส่งน้ำ ได้ทำหนังสือแจ้งเตือนผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาทและผู้ว่าราชการจังหวัดนครสวรรค์ ให้เข้มงวดในการประชาสัมพันธ์ให้เกษตรกรงดทำนา และมีหนังสือแจ้งเตือนถึงผู้บริหารองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านโคกและเทศบาลตำบลบ้านกล้วย อ.มโนรมย์ จ.ชัยนาท ถึง 3 ครั้ง
สรุปสถานการณ์ล่าสุด ปริมาณน้ำในภาคตะวันออกเฉียงเหนือในเขื่อนทั้งหมด 12 เขื่อน มีปริมาณน้ำ 2,882 ล้าน ลบ.ม. หรือ 35% ของความจุอ่าง มีน้ำที่นำมาใช้การได้คงเหลืออยู่ 1,228 ล้าน ลบ.ม. หรือคิดเป็น 15% ของความจุอ่าง
ในส่วนของพื้นที่โครงการชลประทานใน 6 โครงการที่ห้ามทำการเกษตร ปริมาณน้ำลดลงอย่างต่อเนื่อง อาทิ เขื่อนห้วยหลวง จ.อุดรธานี มีน้ำที่ใช้การได้ 18 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนน้ำอูน จ.สกลนคร 82 ล้านลบ.ม. เขื่อนลำปาว จ.กาฬสินธุ์ 162 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำตะคอง จ.นครราชสีมา 76 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนมูลบน จ.นครราชสีมา 44 ล้าน ลบ.ม. มีน้ำที่ใช้การได้ 37 ล้าน ลบ.ม. เขื่อนลำแซะ จ.นครราชสีมา 118 ล้าน ลบ.ม.
ทั้งหมดที่ว่ามานี้ กรมชลประทานยืนยันจะส่งน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคเท่านั้น เพื่อให้เพียงพอใช้ตลอดในช่วงฤดูแล้งสำหรับความเสียหายความเสียหายด้านการเกษตรด้านภัยแล้งตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2555 วันที่ 8 มีนาคม 2556 ศูนย์ติดตามและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติด้านการเกษตรรายงานว่าเกิดความเสียหายด้านพืช 23 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาฬสินธุ์ สกลนคร อุดรธานี บึงกาฬ มุกดาหาร หนองคาย หนองบัวลำภู ยโสธร มหาสารคาม อำนาจเจริญ นครพนม ร้อยเอ็ด ชัยภูมิ ศรีสะเกษ ขอนแก่น บุรีรัมย์ นครราชสีมา อุบลราชธานี สุรินทร์ สุโขทัย พิษณุโลก นครสวรรค์ และอุตรดิตถ์ พื้นที่การเกษตรคาดว่าจะเสียหาย 6,419,704 ไร่ แบ่งเป็น ข้าว 6,342,415 ไร่ พืชไร่ 74,123 ไร่ พืชสวนและอื่นๆ 3,166 ไร่ สำรวจ คิดเป็นวงเงินช่วยเหลือ 2,795.159 ล้านบาท แบ่งเป็น ช่วยเหลือแล้ว 7.068 ล้านบาท อยู่ระหว่างดำเนินการ 2,774.606 ล้านบาท
สำหรับผลการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งทั้งในเขตและนอกเขตชลประทานของลุ่มน้ำเจ้าพระยา ล่าสุด ณ วันที่ 8 มี.ค. 2556 พบว่ามีการเพาะปลูกพืชฤดูแล้งเป็นพื้นที่มากกว่า 10 ล้านไร่ เกินกว่าแผนที่ได้กำหนด 4 แสนไร่ จากแผนกำหนดไว้ 9.60 ล้านไร่ แยกเป็นพื้นที่ทำนาปรัง 9.73 ล้านไร่ หรือคิดเป็น 106% ของแผน จากแผนกำหนดไว้ 9.17 ล้านไร่ และพืชไร่พืชผัก 0.37 ล้านไร่ หรือคิดเป็นร้อยละ 86 ของแผนจากแผนกำหนดไว้ 0.43 ล้านไร่







