
อุตฯรถยนต์ไทยขาลง
ญี่ปุ่นชี้แนวโน้มสู้มาเลย์อินโดฯยากขึ้นย้ำผู้ผลิตชิ้นส่วนเร่งย้ายฐานลงทุน
ญี่ปุ่นชี้แนวโน้มสู้มาเลย์อินโดฯยากขึ้นย้ำผู้ผลิตชิ้นส่วนเร่งย้ายฐานลงทุน
ญี่ปุ่นชี้ยานยนต์ไทยเริ่มแข่งขันเพื่อนบ้านไม่ได้ เร่งดันผู้ผลิตชิ้นส่วน ย้ายฐาน แก้ขาดคนค่าแรง
นายโมโตฮิโร คุโรคาวา จากมหาวิทยาลัยทาคาซากิ ซิตี้ กล่าวในงานสัมมนาการยกระดับอุตสาหกรรมชิ้นส่วนยานยนต์ไทยมุ่งสู่การเป็นหุ้นส่วนที่ดีและการเป็นเลิศของผู้ผลิตชิ้นส่วน ภายใต้หัวข้อ “ความท้าทายของอุตสาหกรรมชิ้นส่วนไทย” ว่า ปัญหาที่อุตสาหกรรมยานยนต์ในประเทศไทยกำลังประสบอยู่ในขณะนี้ คือ ความสามารถในการแข่งขันลดน้อยลง โดยมีมาเลเซีย อินโดนีเซีย เวียดนาม และพม่า เข้ามาเป็นคู่แข่งที่เพิ่มขึ้น ซึ่งไทยคงต้องคงความสามารถไว้ให้ได้
ขณะเดียวกัน แม้ว่าไทยจะมีการผลิตรถยนต์เพิ่มขึ้น แต่ไทยยังไม่ได้เตรียมความพร้อมที่จะรองรับการผลิตที่จะเพิ่มขึ้น เพราะไทยขาดแคลนแรงงาน รวมถึงปรับขึ้นค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท ทั้งที่อุตสาหกรรมยานยนต์ถือเป็นอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้น ทำให้แรงงานจึงต้องมีประสิทธิภาพการผลิตที่เพิ่มขึ้นด้วยเช่นเดียวกัน
ทั้งนี้ อุตสาหกรรมยานยนต์ของไทยจะเติบโตตามการขยายตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ โดยคาดการณ์ว่า หากเศรษฐกิจไทยขยายตัวเฉลี่ยปี 4.5% จะผลิตรถยนต์เพิ่มเป็น 3 ล้านคัน ในปี 2560 แต่จะส่งออกไม่ถึง 1.5 ล้านคัน หรือ 50% ของการผลิตทั้งหมด 3ล้านคัน
สำหรับการปรับตัวของไทย จำเป็นต้องยกระดับการผลิต เพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อแก้ปัญหาขีดความสามารถในการแข่งขันลดลงและขาดแคลนแรงงาน นอกจากนี้ ญี่ปุ่นยังต้องการให้บริษัทชิ้นส่วนขนาดใหญ่ของไทยออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่จำเป็นต้องออกไปลงทุนคนเดียว 100% แต่สามารถไปหาหุ้นส่วนท้องถิ่นได้
นายโมโตฮิโร กล่าวว่า ปัจจุบันการทำธุรกิจของญี่ปุ่นได้เปลี่ยนแปลงไปมาก มีการขยายฐานการผลิตออกไปยังต่างประเทศอย่างรวดเร็ว โดยใช้เทคโนโลยีระดับสูงเทียบเท่ากับที่ใช้อยู่ในญี่ปุ่น ต่างจากเดิมที่การลงทุนในต่างประเทศจะใช้เครื่องจักรเก่าจากญี่ปุ่นไปลงทุน รวมถึงการต้องปรับปรุงการผลิตให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมในแต่ละประเทศ
นอกจากนี้ ผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นจะเน้นปริมาณการผลิตรถในแต่ละครั้งน้อยลง ต่างจากเดิมที่ผลิตในปริมาณมากๆ เพราะมีความเสี่ยงว่าลูกค้าอาจไปทำธุรกิจกับรายอื่นได้ตลอดเวลา ทำให้ต้องผลิตส่งถึงมือลูกค้าอย่างรวดเร็ว และมีความหลากหลายปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา ผู้ประกอบการญี่ปุ่นจึงรับมือกับสถานการณ์หล่านี้โดยการปรับเปลี่ยนการผลิตให้มีความรวดเร็ว และลดความผิดพลาดของคนให้มากที่สุด รวมทั้งปรับโครงสร้างบริษัทโดยการออกไปลงทุนในต่างประเทศ เช่น ไทย มาเลเซีย จีน และมีความร่วมมือกับผู้ผลิตในประเทศมากขึ้น







