posttoday
ตลาดแบบนี้ขายดีไหม?

ตลาดแบบนี้ขายดีไหม?

13 มีนาคม 2556

ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยเราขึ้นมาร้อนแรงมาก จริงๆ นักวิเคราะห์บางค่ายทำนายว่าจุดสูงสุดของปีนี้จะอยู่ที่ 1,800 จุด ถ้าเป็นเช่นนั้นจะมีจุดสูงสุดใหม่ แต่ส่วนใหญ่จะทำนายจุดสูงสุดไว้ที่ 1,6001,700 จุดเท่านั้น นี่เพิ่งผ่านปีใหม่มาแค่ 2 เดือนกว่าเท่านั้นเอง หลังประกาศงบไตรมาส 1 หรือไตรมาส 2 อาจจะมีการปรับเป้าหมายของราคาหุ้นและดัชนี โดยอิงกับผลประกอบการที่ประกาศเหล่านั้น ถ้างบการเงินออกมาดี ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะปรับคำนวณดัชนีให้สูงขึ้น ทำไมตลาดหุ้นไทยถึงสร้างผลตอบแทนโดดเด่น เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีนี้ ปีที่แล้วตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้น 35.20% เป็นอันดับที่ 7 ของโลก และเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย รองจากตลาดหุ้นปากีสถานที่พุ่งขึ้น 48.98% แต่เป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน นำฟิลิปปินส์ที่พุ่งขึ้นมา 32.95%

ช่วงนี้ตลาดหุ้นไทยเราขึ้นมาร้อนแรงมาก จริงๆ นักวิเคราะห์บางค่ายทำนายว่าจุดสูงสุดของปีนี้จะอยู่ที่ 1,800 จุด ถ้าเป็นเช่นนั้นจะมีจุดสูงสุดใหม่ แต่ส่วนใหญ่จะทำนายจุดสูงสุดไว้ที่ 1,6001,700 จุดเท่านั้น นี่เพิ่งผ่านปีใหม่มาแค่ 2 เดือนกว่าเท่านั้นเอง หลังประกาศงบไตรมาส 1 หรือไตรมาส 2 อาจจะมีการปรับเป้าหมายของราคาหุ้นและดัชนี โดยอิงกับผลประกอบการที่ประกาศเหล่านั้น ถ้างบการเงินออกมาดี ก็มีความเป็นไปได้สูงว่าจะปรับคำนวณดัชนีให้สูงขึ้น ทำไมตลาดหุ้นไทยถึงสร้างผลตอบแทนโดดเด่น เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นทั่วโลกในช่วงไม่กี่ปีนี้ ปีที่แล้วตลาดหุ้นไทยพุ่งขึ้น 35.20% เป็นอันดับที่ 7 ของโลก และเป็นอันดับที่ 2 ของเอเชีย รองจากตลาดหุ้นปากีสถานที่พุ่งขึ้น 48.98% แต่เป็นอันดับหนึ่งของอาเซียน นำฟิลิปปินส์ที่พุ่งขึ้นมา 32.95%

ส่วนปีนี้นับแต่ต้นปีมา ดัชนีขึ้นจากจุดปิดเมื่อปลายปีที่แล้วที่ 1,391.93 มาทำจุดสูงสุดเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ที่ 1,580.67 จุด ขึ้นมา 188.74 จุด คิดเป็น 13.56% ภายในระยะเวลาเพียงแค่ 2 เดือนกว่า นับว่าเป็นการลงทุนที่สร้างผลตอบแทนได้ดีมาก ซึ่งเมื่อเทียบกับอัตราดอกเบี้ยเงินฝากที่ประมาณ 3%

การที่ตลาดหุ้นไทยสร้างผลตอบแทนดีขนาดนี้ทำให้หลายคนที่ไม่เคยเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้น เริ่มสนใจมาเปิดบัญชีซื้อขายหุ้นมากขึ้น ผมเห็นนิสิต นักศึกษาคุยกันเรื่องหุ้นมากขึ้น น่าเป็นที่ดีใจนะครับที่มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาด นอกจากนั้นเงินทุนต่างชาติที่เข้ามาในตลาดหุ้นไทยตั้งแต่ปี 2552 จำนวน 1,137 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2553 2,687 ล้านเหรียญสหรัฐ ปี 2554 ไหลออกไป 167 ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วกลับเข้ามาใหม่ในปี 2555 ถึง 2,504 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้มูลค่าซื้อขายต่อวันของตลาดหุ้นไทยสูงที่สุดในอาเซียน แซงสิงคโปร์ที่ครองความเป็นเจ้าอยู่นาน

ปีนี้ตลาดหุ้นไทยมีมูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยอยู่ที่ 1,770 ล้านเหรียญสหรัฐ/วัน ในขณะที่สิงคโปร์แชมป์เก่าอยู่ที่ 1,250 ล้านเหรียญสหรัฐ/วัน ไทยเพิ่งจะแซงสิงคโปร์ปีนี้ เพราะว่าปีที่แล้วมูลค่าการซื้อขายของตลาดหุ้นไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 1,004 ล้านเหรียญสหรัฐ/วันเท่านั้น มูลค่าการซื้อขายที่ร้อนแรงโตขึ้น 76.29% YOY ทำให้หุ้นตัวเล็กๆ หลายตัวได้รับความสนใจจากนักลงทุนทั้งหน้าใหม่และหน้าเก่า

มูลค่าการซื้อขายหุ้นขนาดเล็กและขนาดกลาง หลายตัวติด 10 อันดับสูงสุดรายวัน ด้วยความร้อนแรงขนาดนี้ ทำให้ตลาดหลักทรัพย์และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ได้เปลี่ยนแปลงระยะเวลาสำหรับหุ้นที่ต้อง Turn Over List (การเปลี่ยนมือ) จาก 3 สัปดาห์ เป็น 6 สัปดาห์ เพื่อกำราบและป้องกันการเก็งกำไรกระจุกตัวอยู่ในหุ้นเหล่านี้ ซึ่งหลายๆ ตัวมีผลประกอบการขาดทุนหรือมีกำไรน้อย P/L สูงกว่า 40 เท่า หรือมีการซื้อขายเปลี่ยนมือสูง เมื่อเทียบกับมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ซึ่งผมเห็นว่าเป็นมาตรการที่ดี เพราะทุกวันนี้มีนักลงทุนหน้าใหม่เข้ามาในตลาดหุ้นทุกวัน อาจจะลงทุนด้วยความไม่ระมัดระวัง หรือเล่นหุ้น “ผีบอก” ผมกำลังหมายถึงหุ้นที่มีคนโน้นคนนี้บอกให้ซื้อ โดยที่ตัวเองวิเคราะห์หุ้นยังไม่เป็น อย่างไรก็ตามถึงแม้จะมีมาตรการเหล่านี้ ดูเหมือนว่าก็ยังมีการเก็งกำไรในตลาดค่อนข้างสูง จะเห็นได้ว่าปีนี้เพียงแค่ 2 เดือนกว่าๆ มีหุ้นติด Turn Over List หลายสิบตัวแล้ว มากที่สุดนับตั้งแต่มีมาตรการนี้เกิดขึ้นมา

ส่วนมาร์เก็ตแคปของตลาดหุ้นไทยขยับขึ้นมาเป็นอันดับ 2 ของอาเซียน แซงมาเลเซียที่ครองตำแหน่งนี้มานาน โดยเป็นรองเพียงสิงคโปร์ที่มีมาร์เก็ตแคปที่ 8 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่ไทยและมาเลเซียอยู่ที่ 4.54 และ 4.50 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ตามลำดับ ดูท่าไทยน่าจะรักษาเก้าอี้เบอร์ 2 ได้อีกหลายปี เพราะว่าผลกำไรของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยในปีนี้ที่คาดว่าจะโตขึ้นประมาณ 20% เมื่อเทียบกับมาเลเซียที่ประมาณกว่า 10% ดูยังไงๆ ตลาดหุ้นไทยก็ยังมีเสน่ห์มากกว่า จึงไม่แปลกใจที่เงินทุนต่างชาติที่ไหลเข้ามาในตลาดหุ้นไทย น่าจะยังมีปริมาณที่มากกว่า ยิ่ง ฟิทช์ เรทติ้งส์ ปรับเกรดการลงทุนประเทศไทยจาก BBB เป็น BBB+ และไทยเรามีโอกาสที่จะหลุดจากรายชื่อประเทศที่เป็นแหล่งฟอกเงิน ในปีนี้ก็จะทำให้กองทุนอีกมากมายที่ไม่เคยเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทยเพราะว่าติดข้อปัญหานี้ ต่อไปก็จะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นไทย นอกจากนี้เงินมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากประเทศสำคัญทางเศรษฐกิจของโลก ซึ่งรวมแล้วเป็นเม็ดเงินมหาศาลที่จะเข้ามา และธรรมชาติของเงินจะตรงกันข้ามกับน้ำคือ เงินจะไหลจากที่ที่มีผลตอบแทนต่ำ ไปสู่ที่ที่มีผลตอบแทนสูง การที่การเติบโตของ GDP ไทยและผลประกอบการของไทยที่โดดเด่น และ AEC ที่จะเริ่มมีผลบังคับใช้ในปลายปี 2558 ย่อมเป็นแม่เหล็กอย่างดีที่จะดึงดูดเม็ดเงินเหล่านี้เข้ามาลงทุนในไทย ทั้ง FDI (เงินลงทุนทางตรง) และเงินลงทุนทางอ้อม (เงินลงทุนในตลาดหุ้น)

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีปัจจัยดีมากมาย แต่ระยะสั้นตลาดหุ้นไทยก็ดีขึ้นมาพอสมควรแล้ว ถึงแม้ตลาดหุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอยู่ แต่น่าจะมีการปรับตั้งเพื่อลดความร้อนแรง และทำให้การปรับตัวขึ้นในรอบต่อไป มีฐานที่แข็งแรงขึ้น ผมคาดว่าเราน่าจะเห็นการปรับตัวลงของตลาดหุ้นภายใน 2 สัปดาห์นี้แน่ๆ และผมมั่นใจว่าน่าจะลงมากกว่า 100 จุดครับ อย่าลืมนะครับการลงทุนมีความเสี่ยง คิดพิจารณาให้ดีก่อนตัดสินใจลงทุน เงินทองของหายากนะครับ

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ