
ตลาดรถอิเหนาบูม
นอกเหนือจาก “ไทย” ที่ปวารณาตนเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค หรือดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย ดูเหมือนเพื่อนบ้าน “อินโดนีเซีย” กำลังมีบทบาทโดดเด่นมากในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในแง่การผลิตและบริโภค
นอกเหนือจาก “ไทย” ที่ปวารณาตนเป็นศูนย์กลางการผลิตรถยนต์ในภูมิภาค หรือดีทรอยต์ ออฟ เอเชีย ดูเหมือนเพื่อนบ้าน “อินโดนีเซีย” กำลังมีบทบาทโดดเด่นมากในอุตสาหกรรมนี้ ทั้งในแง่การผลิตและบริโภค
เพราะเศรษฐกิจแดนอิเหนาที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจำนวนประชากรที่มากกว่า 240 ล้านคน ย่อมหมายถึงกำลังซื้อที่จะเพิ่มขึ้นมหาศาลและหนุนส่งให้อินโดนีเซียกลายเป็นตลาดรถยนต์รายใหญ่สุดในอาเซียน
บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป ประเมินว่า คนชั้นกลางและกลุ่มฐานะดีในแดนอิเหนาน่าจะเพิ่มขึ้น 2 เท่า แตะ 141 ล้านคน ภายใน 7 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันที่มีอยู่ราว 74 ล้านคน
ทั้งนี้ ยอดขายรถยนต์ในอินโดนีเซียเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา เพิ่มขึ้น 26.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2555 ขณะที่นักวิเคราะห์ประเมินว่าในปี 2556 ยอดขายรถยนต์แดนอิเหนาน่าจะเพิ่มขึ้นในระดับเลข 2 หลัก หลังจากปีที่ผ่านมาเพิ่มขึ้น 25% ทะลุ 1.1 ล้านคัน
เมื่อปีที่แล้ว ในส่วนของไทย ทั้งอุปสงค์และอุปทานเพิ่มขึ้นมากหลังเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 รวมถึงได้อานิสงส์จากการเมืองที่มีเสถียรภาพขึ้น และนโยบายรถคันแรก โดยไทยผลิตรถได้ 2.45 ล้านคัน ขายในบ้าน 1.44 ล้านคัน ส่วนที่เหลือส่งออก ขณะที่อินโดนีเซียผลิตรถ 1.12 ล้านคัน สำหรับป้อนตลาดในประเทศ ส่งออกราว 2.5 แสนคัน
น่าสนใจว่า การส่งออกรถของแดนอิเหนาเพิ่มขึ้น 40% หลักๆมาจากตลาดประเทศกำลังพัฒนาที่กำลังฮิตรถอเนกประสงค์ขนาดเล็ก (Mini MultiPurpose Vehicles) ซึ่งแดนอิเหนาขึ้นชื่อในเรื่องการผลิตรถประเภทนี้
ขณะเดียวกัน รัฐบาลอินโดนีเซียก็พยายามส่งเสริมการผลิตรถยนต์ประหยัดพลังงานต้นทุนต่ำ ผ่านมาตรการจูงใจต่างๆ อาทิ การลดภาษีเหลือศูนย์สำหรับการผลิตรถเครื่องยนต์ขนาด 1,000 ซีซี ที่สามารถวิ่งได้ระยะทาง 22 กิโลเมตรต่อการใช้น้ำมัน 1 ลิตร หรือรถขนาดเครื่องยนต์ 1,200 ซีซี ที่สามารถวิ่งได้ระยะทาง 20 กิโลเมตรต่อน้ำมัน 1 ลิตร
แต่กำหนดให้การผลิตต้องใช้ชิ้นส่วนในประเทศเพิ่มขึ้นจนคิดเป็นสัดส่วนอย่างน้อย 80%
นอกจากนี้ ทางการอิเหนายังมีแผนยกเว้นภาษีการขายสินค้าหรู เพื่อผลักดันให้อินโดนีเซียเป็นฐานการผลิตรถยนต์ที่ใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพและเป็นฮับรถยนต์รายใหม่ของโลก จากปัจจุบันที่เรียกเก็บภาษีหลายตัวจนทำให้ราคารถยนต์ไม่สามารถลดต่ำกว่า 100 ล้านรูเปียห์ (ราว 10,325 เหรียญสหรัฐ) ซึ่งเป็นระดับราคาที่ผู้บริโภคชาวอินโดนีเซียส่วนใหญ่น่าจะเอื้อมถึง
ไม่นานมานี้ เจนเนอรัล มอเตอร์ส (จีเอ็ม) เพิ่งกลับมาเดินสายผลิตรถเชฟโรเลตสไตล์เอ็มพีวีในอินโดนีเซียอีกครั้ง หลังพักไปนาน 8 ปี
ส่วนค่ายรถญี่ปุ่นก็เดินหน้าผลิตรถอีโคคาร์ในอินโดนีเซียแล้ว นำทัพโดยโตโยต้าและไดฮัทสุ ซึ่งเป็นขาใหญ่ในตลาดนี้มานานนับทศวรรษทั้งสองจับมือกับ แอสตร้า อินเตอร์เนชั่นแนล พันธมิตรในแดนอิเหนา พัฒนารถประหยัดพลังงานขนาดเล็ก ราคาประหยัด เช่นเดียวกับนิสสัน มอเตอร์ และค่ายทาทาที่เตรียมเปิดตัวรถประหยัดพลังงาน ราคาเบาๆในแดนอิเหนา







