
‘ทวาย’ฝันที่ต้องปั้นต่อ
“ทวาย” โครงการในฝันของใครหลายคน มีความคืบหน้าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกนิด ภายหลังคณะกรรมการประสานงานระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่เกี่ยวข้อง หรือเจซีซี ซึ่งมี นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นประธาน ได้ข้อสรุปตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือเอสพีวี ขึ้นมาเป็นผู้ลงทุนในโครงการ มีไทยและเมียนมาร์ถือหุ้นในสัดส่วนเท่าๆ กัน รวมกันมากกว่า 50% ซึ่งสำหรับไทย จะถือหุ้นผ่านสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงการคลัง พร้อมเปิดให้ประเทศที่สามและสี่เข้าถือหุ้นในสัดส่วนที่เหลือ โดยในเฟสแรกปี 2556-2561 จะผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 6 โครงการ ได้แก่ ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์
“ทวาย” โครงการในฝันของใครหลายคน มีความคืบหน้าเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกนิด ภายหลังคณะกรรมการประสานงานระหว่างไทยเมียนมาร์ เพื่อการพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษทวายและพื้นที่เกี่ยวข้อง หรือเจซีซี ซึ่งมี นิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รมต.ประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของไทยเป็นประธาน ได้ข้อสรุปตั้งนิติบุคคลเฉพาะกิจ หรือเอสพีวี ขึ้นมาเป็นผู้ลงทุนในโครงการ มีไทยและเมียนมาร์ถือหุ้นในสัดส่วนเท่าๆ กัน รวมกันมากกว่า 50% ซึ่งสำหรับไทย จะถือหุ้นผ่านสำนักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน(องค์การมหาชน) ภายใต้กระทรวงการคลัง พร้อมเปิดให้ประเทศที่สามและสี่เข้าถือหุ้นในสัดส่วนที่เหลือ โดยในเฟสแรกปี 2556-2561 จะผลักดันการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน 6 โครงการ ได้แก่ ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ถนน ไฟฟ้า ประปา โทรศัพท์
ข้อตกลงเบื้องต้นนี้ เป็นที่พอใจของ
ซึ่งขณะนี้มีประเทศที่สนใจ อาทิ ญี่ปุ่น จีน เกาหลี เป็นต้น
ทั้ง 6 สาขาในเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย ได้แก่ ท่าเรือ นิคมอุตสาหกรรม ถนน ไฟฟ้า ประปา และ โทรคมนาคม โดยนิติบุคคลดังกล่าวเป็นการร่วมทุนระหว่างหน่วยงานของรัฐ ซึ่งไทยลง
สำหรับรูปแบบของเอสพีวีนั้น
ทั้งนี้ เอสพีวีจะตั้งในไทย และมีบริษัทลูกในเมียนมาร์ โดยเอสพีวีมีหน้าที่เลือกกลุ่มบริษัทที่เข้าไปลงทุนหรือเอสพีซีในโครงการลงทุนทั้ง 6 สาขา ซึ่งหนึ่งในบริษัทดังกล่าวคือ อิตาเลียนไทย
"เรามองว่า อิตาเลียนไทย ได้ลงทุนในโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายไปแล้วจึงเปิดให้เข้ามาเลือกลงทุนในโครงการต่างๆได้ ส่วนสัดส่วนการลงทุนและรายละเอียดเป็นเรื่องที่ต้องไปคุยกัน โดยบริษัทต่างๆจะต้องช่วยกันหานักลงทุนมาบริหารงาน โดยจะเริ่มดำเนินการหลังจากนี้ 57ปี"นายนิวัฒน์ธำรง กล่าว
อย่างไรก็ตาม รายละเอียดทั้งหมดที่เกี่ยวข้องจะต้องสรุปให้ได้ก่อนการประชุมคณะกรรมการร่วมระดับสูงระหว่างไทยเมียนมาร์(เจเอชซี)ประมาณกลางเดือนเม.ย.ที่เนปิดอร์ โดยมีนายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ซึ่งจะมีความชัดเจนเรื่องแผนการดำเนินการและเซ็นสัญญาการลงทุน
"ขณะนี้ถือว่ามีความชัดเจนขึ้น แต่การเซ็นสัญญาโดยรัฐบาลไม่ได้ลงทุนนั้น จะต้องนำเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภาหรือไม่ จะต้องไปดูกฏหมายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งในส่วนของเมียนมาร์ เพราะมีความต้องการผลักดันให้เกิดการพัฒนาท่าเรือน้ำลึกทวาย อันจะเป็นเหมือนแม่เหล็กดึงดูดการลงทุนด้านอื่นๆ ตามมา โดยเฉพาะเงินลงทุนจากต่างประเทศ อันจะช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจพม่าให้เดินหน้าตามแผนปฏิรูปของรัฐบาลในยุคเปิดประเทศ
จากพื้นที่ว่างเปล่า ทวายถูกจับแต่งองค์ทรงเครื่องหรูหรา เพิ่มมูลค่าขึ้นมหาศาล นักลงทุนมองเห็นโอกาสมากมาย ทั้งความเป็นไปได้หากจะผลักดันเป็นฮับโลจิสติกส์ นิคมอุตสาหกรรมที่มีแรงงานให้เพียงพอ แหล่งผลิตพลังงานเนื่องด้วยทรัพยากรก๊าซและน้ำมันที่ยังมีอยู่มาก
แต่โอกาสที่มีให้ไขว่คว้าก็มาพร้อมกับความท้าทาย การลงทุนในทวายยังต้องเจรจากันอีกยาว หลายรอบหลายเวที การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ที่จำเป็นอย่างยิ่งต่อการตัดสินใจของนักลงทุน แม้มีกรอบเวลาคร่าวๆ แต่ยังไม่แน่นอนว่าจะสามารถดำเนินการได้ตามที่คาด อีกทั้งกฎหมายต่างๆ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ยังไม่เอื้อต่อการเข้าไปดำเนินธุรกิจเท่าใดนัก
“ทวาย” วันนี้ จึงยังเป็นฝันที่ต้องปั้นกันต่อไป







