
ลองขับซูซูกิErtiga เอ็มพีวีเล็กแต่ใจใหญ่
เผยโฉมออกมาให้เห็นและได้ลองขับกันแล้วกับ ซูซูกิ เออร์ทิกา (Ertiga) รถยนต์รุ่นที่ 2 ของ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ขอมาลุยตลาดเมืองไทยอีกรุ่น หลังจากที่ ซูซูกิ สวิฟท์ อีโคคาร์ ผู้ฟื้นชีพแบรนด์ซูซูกิในเมืองไทย สร้างยอดขายได้แบบถล่มทลายเป็นหมื่นคันในช่วงปีที่ผ่านมา
เผยโฉมออกมาให้เห็นและได้ลองขับกันแล้วกับ ซูซูกิ เออร์ทิกา (Ertiga) รถยนต์รุ่นที่ 2 ของ บริษัท ซูซูกิ มอเตอร์ ประเทศไทย ที่ขอมาลุยตลาดเมืองไทยอีกรุ่น หลังจากที่ ซูซูกิ สวิฟท์ อีโคคาร์ ผู้ฟื้นชีพแบรนด์ซูซูกิในเมืองไทย สร้างยอดขายได้แบบถล่มทลายเป็นหมื่นคันในช่วงปีที่ผ่านมา
ในปีนี้ซูซูกิเองก็ไม่ได้หยุดนิ่งหรือรอกินแค่บุญเก่า ด้วยการส่งมอบรถซูซูกิ สวิฟท์ ให้กับลูกค้าที่จองตั้งแต่ปีที่แล้วเท่านั้น แต่ซูซูกิจะเปิดตัวรถยนต์รุ่นใหม่ คือ ซูซูกิ เออร์ทิกา รถยนต์อเนกประสงค์ หรือเอ็มพีวี ขนาดเล็ก 7 ที่นั่ง เพื่อมาเจาะตลาดกลุ่มลูกค้าครอบครัว เน้นการใช้งานในเมืองเป็นหลัก
ซูซูกิ เออร์ทิกา เป็นรถยนต์นำเข้ามาจากประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นเจ้าพ่อแห่งรถยนต์เอ็มพีวีในภูมิภาคนี้ จะเห็นได้จากรถยนต์เอ็มพีวีที่ขายในบ้านเราส่วนใหญ่มาจากอินโดนีเซียทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นโตโยต้า อแวนซ่า ฮอนด้า ฟรีด และเชฟโรเลต สปิน (เปิดตัววันที่ 12 มี.ค.นี้)
สำหรับซูซูกิ เออร์ทิกา นั้นถูกวางตำแหน่งสินค้าไว้เพื่อ แข่งกับ โตโยต้า อแวนซ่า เต็มตัวครับ ไม่ได้แข่งกับฮอนด้า ฟรีด หรือเชฟโรเลต สปิน เพราะทั้งฟรีดและสปินนั้นมีขนาดตัวถังและเครื่องยนต์ที่ใหญ่กว่าซูซูกิ เออร์ทิกา ทั้งสิ้น
เพราะเจ้า เออร์ทิกา นี้ใช้แพลตฟอร์ม จาก ซูซูกิ สวิฟท์ ในการผลิตครับ แต่ยืดฐานล้อให้ยาวกว่าสวิฟท์ เพื่อให้เป็นรถ 3 แถวได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง
ซูซูกิ เออร์ทิกา นั้นมีรูปร่างหน้าตาแบบธรรมดาๆ ครับ ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก ไฟหน้ายกมาจากสวิฟท์ ส่วนไฟท้ายดูคล้ายๆ ฮอนด้า แจ๊ส เหมือนกัน ก็เหมาะแล้วที่วางตำแหน่งของตัวเองว่าเป็นรถสำหรับครอบครัวขนาดเล็ก ก็เลยไม่ต้องเน้นออกแบบอะไรที่หวือหวามากนัก
พอเดินดูรอบๆ คันแล้ว ก็ถือว่าผ่านครับ แต่น่าเสียดายที่ไปเห็นว่า กระจกมองหลังของเออร์ทิกานั้นไม่มีไล่ฝ้าหลัง มีแต่ที่ปัดน้ำฝนหลังมาให้
เปิดประตูเข้าไปในรถ ยังไม่ขอเป็นผู้ขับครับ ขอเข้าไปสำรวจในห้องโดยสารก่อนดีกว่า ก็รถรุ่นนี้เขาเน้นการใช้งานภายในห้องโดยสาร ก็ต้องลองเสียหน่อย
ขอลองเข้าไปนั่งที่เบาะแถว 3 หน่อย การเข้าออก เบาะนั่งแถว 3 ทำได้ง่ายครับ ไม่ต้องมุดไม่ต้องเบียดอะไรมากนัก มานั่งที่เบาะหลังแล้วอืม...ก็นั่งได้นะครับไม่มีปัญหาอะไร แต่อย่ามาพร้อมกับกระเป๋าหรือสัมภาระอะไรมากมายนักล่ะ มาแค่ตัวจะเหมาะกว่า ถ้ามีของมาด้วยละก็ ไม่รู้ว่าจะวางตรงไหนเหมือนกัน
ขยับไปนั่งที่เบาะนั่งแถว 2 สบายดีเหมือนกัน แต่น่าเสียดายตัวเบาะสั้นไปนิด ทำให้เวลาเดินทางไกล น่าจะมีอาการเมื่อยอยู่บ้าง แต่ความกว้างขวางนั้นเหลือเฟือ เบาะแถว 2 ปรับเอนได้ด้วยนั่งกันสบายๆ ไปเลย แถมพื้นรถเป็นแบบเรียบด้วยพื้นที่ใช้สอยเหลือเฟือ
และยิ่งพับเบาะผู้โดยสารแถว 2 และ 3 ลงละก็ ที่เก็บสัมภาระเพียบครับ
ส่วนใครที่เป็นห่วงว่าแอร์จะเย็นหรือเปล่า รถเอ็มพีวีแบบนี้คนนั่งหลังส่วนใหญ่เป็นพลเมืองชั้น 2 ไม่ค่อยจะได้รับความเย็นจากแอร์เท่าไหร่ ก็ขอบอกเลยครับว่าไม่ต้องห่วงเพราะมีช่องแอร์แถวที่ 2 อยู่ที่หลังคาด้วย คล้ายๆ กับรถตู้นั่นแหละครับ สามารถปรับความแรงของพัดลมได้ ส่วนอุณหภูมินั้นเป็นอุณหภูมิเดียวกับแอร์ด้านหน้า
กระโดดขึ้นมานั่งที่ประจำ คือตำแหน่งคนขับ มองดูแผงคอนโซลหน้าและมาตรวัดต่างๆ ก็โอว... ยกจากซูซูกิ สวิฟท์ มาเลยนี่นา ก็บอกแล้วงัยครับว่า เจ้าซูซูกิ เออร์ทิกา นี้ใช้แพลตฟอร์มเดียวกับสวิฟท์ จึงไม่ใช่ปัญหาถ้าจะใช้ชิ้นส่วนเดียวกัน
สตาร์ตเครื่องยนต์กันเลยครับ เครื่องยนต์รหัส K14B ขนาด 1.4 ลิตร แรงม้าสูงสุดที่ 95 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุดที่ 130 นิวตันเมตรที่ 4,000 รอบต่อนาที ก็เริ่มทำงานแล้ว
บนเส้นทางกรุงเทพฯพัทยา เครื่องยนต์ 1.4 ลิตร ตัวนี้แสดงสมรรถนะออกมาได้น่าพอใจทีเดียวครับ อัตราเร่งในช่วงความเร็วต่ำใช้ได้ดีทีเดียว เหมาะกับการใช้งานในเมืองที่ต้องมีแซง มีมุด ครับ
ขณะที่ในช่วงความเร็วระดับ 120 กม./ชม. ก็ยังสามารถกดคันเร่งเพื่อเร่งแซงได้ทันใจพอควร ซึ่งความเร็วที่ผมใช้ในขณะขับ คือ 140 กม./ชม. และเครื่องยนต์ยังมีกำลังเหลือให้เร่งแซง ในจังหวะที่ต้องการอีกด้วย
ในส่วนของกำลังเครื่องยนต์ ผมให้ผ่านครับกับเครื่องยนต์ 1.4 ลิตรตัวนี้ สามารถขึ้นไปยืนเทียบกับเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร ได้อย่างสูสีทีเดียว
หันมาด้านช่วงล่างกันบ้าง ช่วงล่างของเออร์ทิกาใช้ช่วงล่างเดียวกับสวิฟท์ แต่ปรับค่าความแข็งของโช้กอัพให้แข็งมากขึ้น เพื่อให้สมดุลกับน้ำหนักตัวถังของ เออร์ทิกาที่สูงกว่าสวิฟท์
ก็ต้องบอกว่า การทรงตัวของซูซูกิ เออร์ทิกา อยู่ในระดับที่ดีครับ ช่วงทางตรงความเร็วสูงระดับ 140 กม./ชม. พวงมาลัยยังนิ่ง ช่วงล่างยังคงไว้ใจได้ รวมถึงการเข้าโค้งครับ แต่อาการโยนตัวของรถจะเกิดขึ้น เมื่อมีการเปลี่ยนเลนกะทันหัน จากตัวรถที่ค่อนข้างสูง ทำให้รถเกิดการโยนตัวไม่น้อยทีเดียว
ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่รถประเภทเอ็มพีวีไม่เหมาะจะขับฉวัดเฉวียนไปมา ต้องขับแบบไปเรื่อยๆ สบายๆ ครับ รถครอบครัวอย่าลืม...
อีกอย่างคือ เสียงเครื่อง เสียงลม มีเข้ามารบกวนไม่น้อยเหมือนกันในช่วงความเร็วระดับ 120 กม./ชม. ขึ้นไป
อัตราการสิ้นเปลืองน้ำมัน ถ้าใช้ความเร็วระดับ 8090 กม./ชม. ตัวเลขแสดงอัตราสิ้นเปลืองแสดงที่ 15 กม./ลิตร ความเร็วระดับ 120 กม./ชม. 1314 กม./ลิตร 140 กม./ ชม. 11 กม./ลิตร ถือว่าใช้ได้เลย
สนนราคาไม่น่าจะเกินคู่แข่งอย่างโตโยต้า อแวนซ่า ที่วางราคาไว้ตั้งแต่ 5.696.99 แสนบาท ซึ่งหาก ซูซูกิ วางต่ำละก็
รอรับยอดจองได้เลย...!!...







