
‘โตโยต้า’เพิ่มกำลังผลิต
โพสต์ทูเดย์
— โตโยต้า เร่งเครื่องผลิตหลังแบ็กออร์เดอร์รถเกิน 1 เดือนครึ่ง มั่นใจ 3 โรงงานผลิตทะลุ 6 แสนคันปีนี้ ชี้ปัจจัยบวกเห็นชัดกว่าปัจจัยลบในช่วงที่เหลือของปีนายวิเชียร เอมประเสริฐสุข ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า จากการเติบโตของอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วง 3 เดือนแรกของปีนี้ ทำให้ค่ายรถต้องเดินหน้าเพิ่มกำลังการผลิตรถยนต์มากขึ้น รวมไปถึงโตโยต้าที่รถยนต์หลายรุ่นเริ่มมียอดค้างส่ง หรือแบ็กออร์เดอร์ 1 เดือนครึ่งถึง 2 เดือน ทำให้ต้องเร่งไลน์ผลิตทุกโรงงานเพื่อรองรับความต้องการ
ทั้งนี้ คาดว่าหลังการปรับแผนการผลิตใหม่แล้วโรงงานของโตโยต้าทั้ง 3 โรงงาน ประกอบไปด้วย โรงงานที่สำโรง เกตเวย์ และบ้านโพธิ์ จะมีการผลิตรถยนต์รวมกันมากกว่า 6 แสนคัน เพื่อรองรับตลาดทั้งในประเทศและส่งออก ขณะที่เป้าหมายการจำหน่ายรถยนต์ทั้งในประเทศและส่งออกก็จะมีการปรับเป้าหมายตามการประเมินตลาดรวมที่เพิ่มเป็น 6.5 แสนคันเช่นกัน
สำหรับรถยนต์ที่มียอดแบ็กออร์เดอร์จำนวนมาก ได้แก่ วีออส ใหม่ ที่เพิ่งเปิดตัวไปมีแบ็กออร์เดอร์ในระดับ 2 เดือน และอัลติส ซีเอ็นจี เกียร์อัตโนมัติ ที่ปกติผลิตอยู่ 500600 คันต่อเดือน ก็มีแบ็กออร์เดอร์ประมาณ 2 เดือนเช่นกัน โดยโตโยต้าจะเพิ่มการผลิตให้ได้ถึง 700800 คันต่อเดือน ขณะที่รุ่นเกียร์ธรรมดามีการผลิตที่ 200300 คันต่อเดือน
ขณะที่ภาพรวมอุตสาหกรรมยานยนต์ในช่วงที่เหลือของปีว่าปัจจัยบวกที่ต่อเนื่องมาจากไตรมาสแรกจะส่งผลอย่างต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาส 2 และครึ่งหลังของปีนี้ โดยมองว่าปัจจัยบวกหลักๆ อย่างการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะในสหรัฐอเมริกาและเอเชีย ที่ส่งผลดีต่อการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศ รวมถึงการฟื้นตัวของตลาดส่งออก ส่วนปัญหาการเมืองหากไม่มีเหตุการณ์รุนแรงก็จะไม่กระทบกับอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ราคาน้ำมันที่เป็นปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่ออุตสาห กรรมยานยนต์ก็ยังไม่มีแนวโน้มปรับตัวขึ้นอย่างรุนแรง การปรับตัวในปัจจุบันถือว่าอยู่ในระดับที่รับได้ ส่วนปัจจัยในประเทศไม่ว่าราคาสินค้าเกษตรที่ยังสูงอย่างต่อเนื่อง รวมไปถึงพลังงานทดแทนอย่างราคาก๊าซซีเอ็นจี และ อี20 ก็ทำให้ตลาดยังขยายตัวไปได้
"สถานการณ์ตอนนี้ผมมองว่าปัจจัยบวกยังมีอยู่มาก และถือว่าไม่มีปัจจัยลบที่จะส่งผลกระทบอย่างชัดเจน แต่ก็ต้องคอยดูสถานการณ์อื่น ๆ ว่าจะเป็นอย่างไร หากมีเรื่องฉุกเฉิน สถานการณ์ก็อาจจะเปลี่ยนได้ เป็นเรื่องที่เราคาดการณ์ไม่ได้" นายวิเชียรกล่าว
สำหรับสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศนั้น หากสามารถควบคุมไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงได้ ก็เชื่อว่าจะไม่ส่งผลกระทบต่อภาพรวมของอุตสาหกรรมยานยนต์เช่นเดียวกัน ซึ่งเชื่อว่ายอดจำหน่ายของทั้งรถยนต์นั่งและรถปิกอัพในปีนี้ จะได้รับอานิสงค์จากปัจจัยบวกและเติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้แน่นอน







