
"ฟันธงปี56" เบี้ยประกันภัยพุ่ง
ธุรกิจประกันภัยปี 2556 จะเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลง เนื่องจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปี 2555
โดย...วารุณี อินวันนา
ธุรกิจประกันภัยไทยปี 2556 มีแนวโน้มเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องอีก 16% เป็นการเติบโตในอัตราชะลอตัวลง จากการที่โครงการคืนภาษีรถยนต์คันแรกสิ้นสุด และฐานเบี้ยรับรวมของปีที่ผ่านมาสูงมาก
ประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) คาดว่าธุรกิจประกันภัยปี 2556 จะเติบโตต่อเนื่อง แต่ในอัตราที่ชะลอตัวลง เนื่องจากฐานเปรียบเทียบที่สูงในปี 2555 และจากการสิ้นสุดระยะเวลาผ่อนผันการรับรถของทางการตามมาตรการคืนเงินภาษีรถคันแรก โดยคาดว่าจะมีเบี้ยประกันภัยรับจำนวน 6.60 แสนล้านบาท อัตราเติบโตประมาณ 16% จากปี 2555 ที่เติบโต 21.48% แบ่งเป็นธุรกิจประกันชีวิต เบี้ยประกันภัยจำนวน 4.49 แสนล้านบาท อัตราเติบโตประมาณ 18% และธุรกิจประกันวินาศภัย เบี้ยประกันภัยจำนวน 2.11 แสนล้านบาท อัตราเติบโตประมาณ 15% และมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ(จีดีพี)อยู่ที่ประมาณ 5.38%
สำหรับ แนวทางการผลักดันธุรกิจให้เติบโตตามเป้าหมายที่วางไว้ของคปภ. จะเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริการให้สูงขึ้น โดยเฉพาะธุรกิจประกันภัยรถยนต์ที่มีสัดส่วนเบี้ยประกันคิดเป็น 60% ของเบี้ยรับรวม จึงมีโครงการส่งเสริมระบบการจ่ายค่ารักษาพยาบาลตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ.2535 (พรบ.)อัตโนมัติ(E-Claim) ที่สถานพยาบาลจะแจ้งอาการผู้ประสบภัยไปยังบริษัทประกันภัยที่รับประกันโดยตรง เพื่อให้รับรู้และทำการตรวจสอบค่ารักษาพยาบาลอย่างรวดเร็ว โดยโรงพยาบาลจะได้รับค่ารักษาพยาบาลภายใน 7 วัน
ขณะนี้ มี 15 บริษัทประกันภัยที่เข้าระบบบริการสินไหมอัตโนมัติ และอยู่ระหว่างเปิดรับสมัครบริษัทเข้าร่วมโครงการจนถึง 29 มี.ค.นี้ ซึ่งมีบริษัทสมัครเพิ่มเติมเข้ามาอีก 17 บริษัท คาดว่ากว่าจะถึงวันปิดรับสมัครจะมีจำนวนเพิ่มขึ้นอีก จะทำให้ประชาชนได้รับบริการที่รวดเร็วโดยไม่ต้องสำรองจ่าย และ บริษัทประกันก็มีมาตรฐานการจ่ายค่าสินไหมทดแทนที่สูงขึ้น
นอกจากนี้ คปภ.อยู่ระหว่างการพัฒนาระบบการขายประกันภัยพรบ.ออนไลน์ ให้บริษัทประกันรายงานข้อมูลรับประกันภัยเข้ามาที่คปภ.และจะทำระบบข้อมูลเชื่อมกัน เพื่อบูรณาการข้อมูลกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกแห่ง ในการรองรับและให้ความช่วยเหลือผู้ที่ประสบภัยจากรถในการเดินทางของแรงงาน นักท่องเที่ยว และการคมนาคม ขนส่งสินค้า ที่จะเกิดขึ้นจากการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน(AEC) โดยอันดับแรกจะทดลองนำร่องกับ 4-5 บริษัทประกันภัยก่อน เพื่อประเมินผลและปรับปรุงพัฒนาระบบ จากนั้นจะขยายไปยังบริษัทอื่นๆ จนครบ 100% ภายในสิ้นปี 2556
"ในอาเซียน 10 ประเทศ ประกันภัยรถยนต์ไทยใหญ่และเข้มแข็งที่สุด เพราะมีอุตสาหกรรมผลิตรถยนต์ที่แข็งแกร่ง และยังจะเติบโตต่อไปได้อีก ซึ่งจะพัฒนาต่อไปให้ธุรกิจประกันภัยเป็นส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ"นายประเวช กล่าว
สำหรับ ธุรกิจประกันชีวิต จากการคาดการณ์ว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะมีการปรับลดลงอีกประมาณไตรมาส 2 หรือ ไตรมาส 3 จะทำให้กรมธรรม์ประกันชีวิตน่าสนใจมากขึ้น และส่งเสริมการประกันภัยรายย่อย(ไมโครอินชัวรันส์) เพื่อให้ประชาชนผู้มีรายได้น้อยเข้าถึงเครื่องมือในการเฉลี่ยความเสี่ยง
ประเวช สรุปภาพรวมธุรกิจประกันภัยปี 2555 ถือเป็นปีที่เป็นบททดสอบที่แสดงให้เห็นว่าธุรกิจประกันภัยไทยมีความแข็งแกร่ง สามารถฝ่าฟันอุปสรรคที่เกิดขึ้นจากปัจจัยรอบด้านได้อย่างมั่นคง พลิกฟื้นจากสถานการณ์อุทกภัยเมื่อปลายปี 2554 ได้อย่างรวดเร็วและเข้มแข็ง สะท้อนได้จากตัวเลขธุรกิจประกันภัยในปี 2555 มีเบี้ยประกันภัยรับโดยตรงรวมทั้งสิ้น 5.69 แสนล้านบาท มีอัตราการเจริญเติบโตถึง 21.48% มีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยต่อผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศอยู่ที่ 5.02%
ทั้งนี้ แบ่งเป็นเบี้ยประกันภัยจากธุรกิจประกันชีวิต จำนวน 3.90 แสนล้านบาท ขยายตัว 18.72% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน เป็นผลจากการที่ผู้บริโภคมีความเชื่อมั่นในธุรกิจประกันชีวิตซึ่งมีการพัฒนาช่องทางการขายให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการประกันภัยได้อย่างทั่วถึง และพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่สนองความต้องการของประชาชนได้เป็นอย่างดี ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่ส่งเสริมให้ประชาชนหันมาออมเงินสำหรับวัยเกษียณ ผ่านการประกันชีวิต โดยให้สิทธิประโยชน์ ต่างๆ เช่น การให้สิทธิผู้ซื้อประกันชีวิตสามารถนำไปหักลดหย่อนภาษีได้
ประกันชีวิตที่มีเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด คือ การประกันชีวิตประเภทสามัญ จำนวน 3.29 แสนล้านบาท ขยายตัว 17.90% ซึ่งจะเห็นได้ว่า ปี 2555 ธุรกิจประกันชีวิตเน้นการขายผลิตภัณฑ์แบบตลอดชีพ ซึ่งเน้น ความคุ้มครองหลังเกษียณอายุ สะท้อนได้จากกรมธรรม์ประกันชีวิตแบบตลอดชีพที่มีส่วนแบ่งการตลาดสูงสุดถึง 48.34% ของจำนวนกรมธรรม์ประเภทสามัญ รองลงมาการประกันชีวิตประเภทกลุ่ม จำนวน 4.71 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 31.53% และการประกันภัยอุบัติเหตุส่วนบุคคล จำนวน 5,333 ล้านบาท ขยายตัว 9.62%
ขณะที่ ธุรกิจประกันวินาศภัย มีเบี้ยรับรวมจำนวนทั้งสิ้น 1.79 แสนล้านบาท ขยายตัว 27.96% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยการประกันภัยรถมีเบี้ยประกันภัยรับสูงสุด จำนวน 1.03 แสนล้านบาท ขยายตัว 24.77% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นผลจากปริมาณการจำหน่ายรถยนต์นั่งส่วนบุคคลที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่องที่ 162.7% ในช่วงโค้งสุดท้ายของมาตรการคืนเงินภาษีรถยนต์คันแรก เดือนธันวาคม 2555 ซึ่งประชาชนต่างทยอยใช้สิทธิกันอย่างต่อเนื่อง รองลงมาการประกันภัยเบ็ดเตล็ด จำนวน 6.06 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 36.83% และการประกันอัคคีภัย จำนวน 9,759 ล้านบาท ขยายตัว 21.04%







