
โรงสีข้าวหนีซบกัมพูชาเพิ่มขีด
แข่งขันโรงสีข้าวไทยลุยทำธุรกิจในกัมพูชา ลดต้นทุนการผลิต พร้อมใช้สิทธิจีเอสพีส่งออก
แข่งขันโรงสีข้าวไทยลุยทำธุรกิจในกัมพูชา ลดต้นทุนการผลิต พร้อมใช้สิทธิจีเอสพีส่งออก
นางจีรนันท์ วงษ์มงคล อัครราชทูตที่ปรึกษา (ฝ่ายการพาณิชย์) สำนักงานส่งเสริมการค้าในต่างประเทศ ประจำประเทศกัมพูชา กล่าวว่า ธุรกิจไทยมีแนวโน้มเข้าไปลงทุนในกัมพูชามากขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นและโรงสีข้าว ปัจจุบันมีโรงสีข้าวไทยเข้าไปลงทุนทำธุรกิจในกัมพูชาจำนวนมาก เนื่องจากหากยังคงทำกิจการอยู่ในเมืองไทยจะแข่งขันกับคู่แข่งในตลาดไม่ได้
โรงสีข้าวไทยส่วนใหญ่ในกัมพูชาจะสีข้าวขายให้ลูกค้าเดิมในเมืองไทย อีกทั้งส่งออกข้าวจากกัมพูชาไปต่างประเทศ โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่ได้รับจากประเทศที่พัฒนาแล้ว (จีเอสพี) ส่งผลให้มีต้นทุนที่ถูกกว่าการทำธุรกิจในเมืองไทย เพราะราคาข้าวในประเทศอยู่ในระดับสูงมาก
“ตอนกัมพูชาเริ่มเปิดประเทศเมื่อ 10 ปีที่แล้ว ต้องการให้ไทยเข้าไปทำโรงสีข้าว แต่ไม่มีใครสนใจ ต่างจากปัจจุบันที่นักธุรกิจไทยไปเปิดโรงสีข้าวแล้วเกือบ 10 โรง ส่วนใหญ่อยู่ในกรุงพนมเปญ เพราะมองว่าอยู่ในเมืองไทยไม่ได้แล้ว ต้องออกไปหาโอกาสที่ดีในต่างประเทศ” นางจีรนันท์ กล่าว
ขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมเครื่องนุ่งห่มไทยก็เข้าไปหาลู่ทางทำธุรกิจในกัมพูชาเช่นกัน เพราะการผลิตในเมืองไทยมีต้นทุนแรงงานสูง การผลิตเพื่อส่งออกในกัมพูชาจะได้รับสิทธิทางภาษีจีเอสพี เมื่อส่งสินค้าไปยังสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) ซึ่งเป็นตลาดหลักของสินค้าเครื่องนุ่งห่มของไทย และการลงทุนในกัมพูชาอนุญาตให้เอาเครื่องจักรเก่าจากไทยไปใช้ได้ยิ่งช่วยประหยัดต้นทุนได้มากขึ้น
ทำให้มีผู้ประกอบการสนใจอย่างมาก เนื่องจากมีลูกค้าเป็นตัวกำหนดให้ต้องย้ายฐานการผลิตไปอยู่ที่อื่น ไม่อย่างนั้นอาจสูญเสียลูกค้าให้กับคู่แข่ง หากยังผลิตสินค้าอยู่ในเมืองไทย
อย่างไรก็ตาม อุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานเข้มข้นจำเป็นต้องเลือกสถานที่การลงทุนให้เหมาะสม เพราะจะส่งผลต่อการหาแรงงาน เช่น การเลือกไปลงทุนบริเวณใกล้ชายแดน บางครั้งอาจหาแรงงานได้ยาก เพราะส่วนใหญ่ต้องการเข้ามาทำงานในเมืองไทยได้รับค่าจ้างขั้นต่ำ 300 บาทมากกว่า เทียบกับค่าแรงในกัมพูชาที่ 61 เหรียญสหรัฐ/เดือน หรือประมาณ 1,800 บาท







