
ฤา การกีดกันทางการค้าจะกลับมาอีกครั้ง?
8...ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์
ในไตรมาส 2 นี้ กระทรวงการคลังสหรัฐ จะรายงานต่อรัฐสภาว่าในครึ่งปีที่ผ่านมา มีประเทศใดบิดเบือนค่าเงินหรือไม่ ตามกฎหมายสหรัฐ กำหนดให้กระทรวงการคลัง (โดยการปรึกษากับ IMF) รายงานต่อรัฐสภา ทุก 6 เดือนว่ามีประเทศใดที่บิดเบือน (Manipulate) ค่าเงินตนเองเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกา เพื่อให้ผู้ส่งออกของตนมีความได้เปรียบทางการค้าระหว่างประเทศอย่างไม่เป็นธรรม ซึ่งรายงานดังกล่าวมีกำหนดแถลงต่อสภา Congress ประมาณวันที่ 15 เม.ย. (ในอดีตเคยล่าช้าถึงเดือน มิ.ย.) ทั้งนี้ กฎหมายกำหนดให้กระทรวงการคลังพิจารณาจากประเทศที่ (1) มีดุลบัญชีเดินสะพัดเกินดุลอย่างมากและ (2) เกินดุลการค้ากับสหรัฐ อย่างมีนัยสำคัญ โดยหากมีการระบุว่ามีประเทศใดบิดเบือนค่าเงิน กระทรวงการคลังสหรัฐ จะต้องเร่งเจรจาทั้งในระดับทวิภาคี และระดับองค์การการค้าโลก (WTO) เพื่อกดดันให้ประเทศดังกล่าวยุติการบิดเบือนค่าเงิน
แม้ว่าที่ผ่านมาจะไม่มีประเทศใดเลยที่เคยถูกระบุตรงๆ ว่าบิดเบือนค่าเงิน แต่ในครั้งนี้มีโอกาสอยู่บ้างที่อาจเป็นประเทศจีน เนื่องจาก...
(1) จีนเข้าข่ายเงื่อนไขเบื้องต้นคือ ดุลบัญชีเดินสะพัดของจีนแม้จะลดลงจากปีก่อนแต่ก็ยังเกินดุลสูงมากถึงกว่า 2.8 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในปี 2009 ส่วนด้านดุลการค้า จีนก็ได้ดุลการค้ากับสหรัฐอย่างมีนัยสำคัญ โดยทางการสหรัฐ ระบุว่า จีนเกินดุลการค้ากับสหรัฐสูงถึง 2.3 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ในปีที่ผ่านมา
(2) ค่าเงินหยวนแทบไม่แข็งค่าขึ้นเลยในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา โดยค่าเงินหยวนถูกตรึงไว้ที่ 6.8 CNY/USD ในขณะที่ค่าเงินสกุลต่างๆ ในช่วงเวลาเดียวกันต่างก็แข็งค่าขึ้นเทียบกับดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็น JPY(5%) SGD(8%) THB(9%) MYR(11%) KRW(19%) เป็นต้น (ดูรูปประกอบที่ 1) จึงไม่น่าแปลกที่ Dominique StraussKahn ซึ่งเป็น Managing Director ของ IMF จะออกมาระบุหลายครั้งในช่วงเดือน มี.ค. ที่ผ่านมาว่า
“เงินหยวนอยู่ในระดับที่ต่ำกว่าความเป็นจริงอย่างมาก”(3)
แรงกดดันทางการเมือง จากอัตราการว่างงานสหรัฐ ที่สูงถึงราว 10% (เทียบกับปีปกติซึ่งอยู่ที่ระดับ 46%) ประกอบกับปีนี้จะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรในช่วงสิ้นปี จึงเป็นเรื่องปกติที่ภาคการเมืองสหรัฐจะลุกขึ้นมาทำท่าทางขึงขัง และการชี้นิ้วไปยังจีนก็ดูจะเป็นเรื่องที่ง่ายที่สุด โดยโทษว่าปัญหาการว่างงานที่แก้ได้ช้าในขณะนี้ ส่วนหนึ่งมาจากการได้เปรียบทางการค้าของจีนจากการบิดเบือนค่าเงิน ทั้งนี้ ล่าสุดมีความพยายามผลักดันกฎหมายเพื่อกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนต่อประเทศที่บิดเบือนค่าเงิน โดยกลางเดือน มี.ค. ที่ผ่านมา วุฒิสมาชิก 15 คนรวมกันจากทั้งพรรค Democrat และ Republican ได้เริ่มต้นผลักดันกฎหายใหม่ซึ่งจะกำหนดตัวชี้วัดเพื่อระบุว่าประเทศใดบิดเบือนค่าเงิน และกำหนดมาตรการตอบโต้ที่ชัดเจน เช่น อาจกำหนดข้อห้าม ไม่ให้รัฐบาลสหรัฐ ว่าจ้างบริษัทของประเทศบิดเบือนค่าเงินในการประมูลโครงการต่างๆ ไปจนถึงการขึ้นภาษีนำเข้าต่อสินค้าของประเทศนั้นๆ ด้วย เหตุที่ต้องผลักดันกฎหมายใหม่ก็เพราะ กฎหมายปัจจุบันปล่อยให้เป็นดุลพินิจของกระทรวงการคลังที่จะระบุว่าประเทศใดบิดเบือนค่าเงิน (ที่ผ่านมากระทรวงการคลังก็มักระบุเพียงว่าจะจับตาดูจีน แต่ไม่ได้ระบุชัดๆ ว่าจีนบิดเบือนค่าเงิน ซึ่งไม่มีผลในแง่ของมาตรการตอบโต้) นอกจากนี้กฎหมายเดิมก็ไม่ได้กำหนดมาตรการตอบโต้อย่างชัดเจนหากสหรัฐระบุว่าจีนบิดเบือนค่าเงิน ก็อาจนำไปสู่การตอบโต้กันด้วยการกีดกันทางการค้าได้ เพราะกฎหมายระบุให้กระทรวงการคลังสหรัฐต้องเร่งเจรจากับประเทศที่ถูกระบุว่าบิดเบือนค่าเงิน ซึ่งหากตามมาด้วยมาตรการลงโทษต่างๆ ก็อาจเป็นชนวนไปสู่การกีดกันทางการค้าได้ เพราะทางการจีนก็มีท่าทีแข็งกร้าวโดยนายกรัฐมนตรีของจีนเพิ่งจะออกมาระบุว่า นโยบายเรื่องค่าเงินเป็นเรื่องภายในประเทศ และจีนพร้อมจะตอบโต้ทันที หากสหรัฐใช้มาตรการกีดกันทางการค้าต่อจีน
ซึ่งถ้าเกิดการตอบโต้ จะสร้างความเสียหายต่อการค้าระหว่างประเทศอย่างรุนแรง เห็นได้จากตัวอย่างวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดในปี 1929 ที่ต่อเนื่องยาวนานไปในทศวรรษ 1930 หรือที่รู้จักกันดีในชื่อ The Great Depression แม้จะไม่ได้มีจุดเริ่มต้นจากการกีดกันทางการค้าแต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกีดกันทางการค้ามีส่วนสำคัญในการทำให้สถานการณ์แย่ลงเป็นอย่างมาก ในครั้งนั้นภายใต้แรงกดดันทางการเมืองจากอัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น รัฐสภาสหรัฐได้ออกกฎหมาย SmootHawley Tariff Act of 1930 เพิ่มภาษีสินค้านำเข้าจำนวนมากเพื่อหวังปกป้องธุรกิจในประเทศ แต่ผลที่ได้กลับทำให้เศรษฐกิจสหรัฐทรุดหนักลงไปอีก เพราะประเทศคู่ค้าต่างๆ ทั้งแคนาดา อังกฤษ ฝรั่งเศส และเยอรมนี ต่างก็ตอบโต้อย่างดุเดือดด้วยการขึ้นกำแพงภาษีนำเข้าเช่นกัน ผลคือมูลค่าส่งออกและนำเข้าของสหรัฐหดตัวราว 70% ในเวลาเพียง 3 ปี (ดูรูปประกอบที่ 2) ขณะที่มูลค่าการค้าระหว่างประเทศทั่วโลกโดยรวมหดตัวกว่า 50%
หากเกิดการกีดกันทางการค้าขึ้นอีกในครั้งนี้ ไทยย่อมได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ตามสำนวนที่ว่า ช้างสารชนกันหญ้าแพรกก็แหลกลาญ ยิ่งถ้าเป็นการชนกันระหว่างประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอย่างจีนและสหรัฐ ย่อมทำให้เกิดผลกระทบต่อเนื่องแบบลูกโซ่ไม่ทางตรงก็ทางอ้อมต่อการค้าโลกและประเทศต่างๆ ดังนั้น ประเทศไทยที่พึ่งพาการส่งออกคิดเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 70% ของ GDP ย่อมต้องได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สินค้าส่งออกหลักๆ ของไทยเป็นประเภทวัตถุดิบขั้นกลางเพื่อนำไปประกอบต่อ อย่างเช่นชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ นั่นหมายความว่าไม่ว่าฝ่ายจีนหรือสหรัฐ ใครจะเจ็บมากเจ็บน้อยเศรษฐกิจไทยจะโดนลูกหลงไปด้วยอย่างแน่นอน







