
สอท.กับขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
ดีกรีความขัดแย้งล่าสุดระหว่าง “พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ “ธนิต โสรัตน์” เลขาธิการ ส.อ.ท.ถึงขั้นเตรียมฟ้องร้องกัน ชี้ให้เห็นว่าไม่มีใครยอมใครและไม่มีสัญญาณของความ “ปรองดอง”
ดีกรีความขัดแย้งล่าสุดระหว่าง “พยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล” ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) และ “ธนิต โสรัตน์” เลขาธิการ ส.อ.ท.ถึงขั้นเตรียมฟ้องร้องกัน ชี้ให้เห็นว่าไม่มีใครยอมใครและไม่มีสัญญาณของความ “ปรองดอง”
ความขัดแย้งภายใน ส.อ.ท. คุกรุ่นขึ้นตั้งแต่ปลายปีที่แล้ว เมื่อกรรมการฝ่ายหนึ่งที่ระบุว่าเป็นตัวแทนของผู้ประกอบการในต่างจังหวัดจำนวนหนึ่ง ไม่พอใจต่อการเป็นประธาน ส.อ.ท. ของพยุงศักดิ์ กรณีที่ไม่คัดค้านนโยบายปรับขึ้นค่าแรงเป็น 300 บาททั่วประเทศของรัฐบาล ในขณะที่พยุงศักดิ์ได้ระบุว่า สาเหตุที่กลุ่มธนิตลุกขึ้นมาต่อต้านตนนั้นก็เนื่องจากได้มีการตรวจสอบโครงการยกระดับฝีมือแรงงานลูกจ้างที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยกลับสู่สถานประกอบการของ จ.ลพบุรี และมีคนในของ ส.อ.ท. เข้าไปเกี่ยวข้อง
ความขัดแย้งบานปลายและร้าวลึกขึ้นเมื่อในที่ประชุมคณะกรรมการ ส.อ.ท. (กส.) วันที่ 26 พ.ย. 2555 ได้มีการเสนอให้มีการถอดถอนพยุงศักดิ์ออกจากการเป็นประธาน ส.อ.ท. ซึ่งฝ่ายเจ้าตัวยังคงยืนยันว่าการถอดถอนดังกล่าวไม่มีผลในทางกฎหมาย จึงยังอยู่ในตำแหน่งต่อไป
เมื่อสถานการณ์เดินมาถึงขั้นอยู่ร่วมสภาเดียวกันไม่ได้ ฝ่ายของธนิตก็มีการไปตั้งสำนักงาน ส.อ.ท.ชั่วคราว พร้อมดำเนินการต่างๆ ทั้งการส่งหนังสือไปยังหน่วยงานราชการ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ ในฐานะเลขาธิการ และรักษาการประธาน ส.อ.ท. ว่าให้ระมัดระวังการทำธุรกรรมกับพยุงศักดิ์ซึ่งได้พ้นจากตำแหน่งประธาน ส.อ.ท. ตั้งแต่ 26 พ.ย. 2555
ล่วงเข้าสู่ต้นปี 2556 สถานการณ์ก็ยิ่งคุกรุ่นขึ้นอีกเนื่องจากนโยบายค่าแรงขั้นต่ำ 300 บาท เริ่มมีผลบังคับใช้ทั่วประเทศ วันที่ 28 ม.ค. ได้เกิดความวุ่นวายขึ้นก่อนการประชุม กส. เมื่อธนิตและพวกได้นำกุญแจไปล็อกประตูทางเข้าสำนักงาน ส.อ.ท. แม้ภายหลังทั้งสองฝ่ายยอมตกลงส่งตัวแทนฝ่ายละ 5 คน ตั้งคณะกรรมการ ส.อ.ท. สัมพันธ์ ขึ้นมาเจรจาเพื่อหาทางยุติปัญหาความขัดแย้ง แต่ยังไม่ได้ที่จะเริ่มเจรจากรรมการชุดนี้ก็เป็นหมันไปเสียก่อน เมื่อฝ่ายพยุงศักดิ์ให้เหตุผลเพื่อล้มโต๊ะเจรจาว่า ฝ่ายของธนิตไม่รักษากติกาที่ตกลงกันว่าระหว่างการเจรจาจะต้องหยุดการก่อความวุ่นวายและให้ร้ายกันและเจ้าหน้าที่ตำรวจเข้าไปในสำนักงาน ส.อ.ท. ซึ่งแสดงถึงความตั้งใจก่อความไม่สงบ
การให้ข่าวในเชิงโจมตีกันระหว่างสองฝ่ายยังคงดำเนินมาเป็นระยะกระทั่งการประชุม กส. ในวันที่ 26 ก.พ.ที่ผ่านมา ที่บรรยากาศแห่งความสมานฉันท์ยังคงริบหรี่ เมื่อกรรมการฝ่ายธนิตแม้จะมาถึงหน้าห้องประชุมแล้วแต่ไม่ยอมลงชื่อเข้าประชุมโดยให้เหตุผลว่า เนื่องจากมีวาระการประชุมซึ่งเกี่ยวข้องกับการปรับปรุงแก้ไขกฎข้อบังคับของ ส.อ.ท. ซึ่งจะกระทบต่อสิทธิและเสียงของสมาชิกในต่างจังหวัด ซึ่งการไม่เข้าร่วมประชุมดังกล่าว ทำให้มีกรรมการที่ลงชื่อเข้าประชุมวันนั้นเพียง 151 คน ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวนทั้งหมด 348 คน ซึ่งตามระเบียบส.อ.ท.แล้ว ที่ประชุมจะสามารถประชุมพิจารณาและอนุมัติวาระสำคัญได้ต้องมีกรรมการเข้าร่วมประชุมกึ่งหนึ่งหรือ 174 คนขึ้นไป
โดยในวันเดียวกันนั้น ฝ่ายของธนิตเริ่มขอให้ฝ่ายการเมืองเข้ามาดูแลเรื่องนี้ โดยขอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่เพื่อล็อกปัญหา ซึ่งฝ่ายของพยุงศักดิ์ก็ยังคงเดินหน้ากำหนดวันประชุมใหม่อีกครั้งในวันที่ 6 มี.ค. นี้
ท่ามกลางบรรยากาศที่ไม่มีใครยอมใคร ส.อ.ท.เป็นหัวหอกผลักดันธุรกิจไทยในโลกแห่งการแข่งขันได้อย่างไร ยังน่ากังขา







