posttoday
ไม่มีใครยอมถอยในสงครามค่าเงิน

ไม่มีใครยอมถอยในสงครามค่าเงิน

06 มีนาคม 2556

ไม่มีใครถอยในสงครามค่าเงินช่วงเริ่มต้นของวิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis) ที่สร้างความเสียหายให้กับระบบการเงินและสถาบันการเงินในอเมริกาและยุโรป ส่งผลต่อเนื่องไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) และภาวะเศรษฐกิจถดถอยแทบทั่วทั้งโลกในปี 2009

ไม่มีใครถอยในสงครามค่าเงินช่วงเริ่มต้นของวิกฤตซับไพรม์ (Subprime Crisis) ที่สร้างความเสียหายให้กับระบบการเงินและสถาบันการเงินในอเมริกาและยุโรป ส่งผลต่อเนื่องไปสู่ภาคเศรษฐกิจที่แท้จริง (Real Sector) และภาวะเศรษฐกิจถดถอยแทบทั่วทั้งโลกในปี 2009

นักเศรษฐศาสตร์หลายฝ่ายในขณะนั้นเกรงว่าภาวะถดถอยที่เกิดขึ้นในทศวรรษนี้จะรุนแรงเทียบเท่ากับภาวะเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ (Great Depression) ที่เกิดในทวีปอเมริกาเหนือและยุโรปปี 1929

ภาวะเศรษฐกิจถดถอยในครั้งนั้นแพร่ขยายไปยังนานาประเทศทั่วโลกตั้งแต่ปี 1930 ทำให้เกิดภาวะอดอยากและการแย่งชิงทรัพยากรของพลเมืองโลก โดยการเข้ารุกรานประเทศอื่นและครอบครองพื้นที่เพื่อเป็นฐานอำนาจทางการทหารและประโยชน์ทางเศรษฐกิจ ซึ่งทศวรรษแห่งเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่จบลงด้วยสงครามโลกครั้งที่ 2 (19391945) ที่นับว่าเป็นสงครามขนาดใหญ่ที่สุด ใช้เงินทุนมากที่สุดและนองเลือดที่สุดในประวัติศาสตร์มนุษยชาติ

โชคยังดีที่ภาวะถดถอยในทศวรรษนี้นับว่ายังเบากว่าและห่างไกลจาก Great Depression และแน่นอนว่าไม่ถึงกับจะทำให้เกิดสงครามโลกแต่ประการใด อย่างไรก็ตามแม้จะไม่เกิดการสู้รบทางการทหาร แต่การห้ำหั่นกันด้านเศรษฐกิจเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบด้านการค้าก็เกิดขึ้นแล้ว โดยการใช้กระแสเงินทุน (Fund Flow) และค่าเงินตราเป็นเครื่องมือในการต่อกรกับประเทศคู่แข่งทางเศรษฐกิจ พัฒนาไปสู่ “สงครามค่าเงิน” (Currency War) ที่หลายประเทศได้เข้าสู่สมรภูมินี้แล้ว ไม่ว่าจะเป็นด้วยความตั้งใจหรือจะเป็น “ลูกหลง” จากกระสุนเงินตราที่ระดมยิงออกมาจากประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจในยุคปัจจุบัน

จากที่เคยเรียนให้ทราบว่า Currency Wars เดิมเป็นชื่อหนังสือที่แต่งโดยนายซ่งหงปิ่ง ซึ่งไปสะดุดตาสะดุดใจผู้นำรัฐบาลจีน จนนำมากำหนดนโยบายค่าเงินของจีน ที่พยายามกดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่ากว่าความเป็นจริง เพื่อชิงความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้าและทางเศรษฐกิจ จีนจึงนับว่าเป็นผู้เริ่มสงครามนี้โดยปริยาย และคู่กรณีที่ประกาศสงครามกับจีนคืออเมริกา ที่ “ตำหนิ” จีนมาโดยตลอดว่าจงใจกดค่าเงินหยวนให้อ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ และตอบโต้ด้วยการออกมาตรการผ่อนคลายด้านปริมาณ หรือ QE (Quantitative Easing) หรือการพิมพ์เงินดอลลาร์ออกมา “ถล่ม” ตลาดเงินทั่วโลก

การที่อเมริกาเองก็ได้ส่ง “พลรบด้านเงินตรา” โดยมีนักเก็งกำไรจากกองทุนเฮดจ์ฟันด์ (Hedge Fund) ซึ่งส่วนใหญ่มีฐานปฏิบัติการในสหรัฐและยุโรปเข้ารุกรานประเทศต่างๆ โดยการผลักดันกระแสเงินร้อน (Hot Money) เข้าเก็งกำไรในตลาดการเงิน ตลาดอสังหาริมทรัพย์และตลาดสินค้าโภคภัณฑ์ของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศในแถบเอเชีย มีผลอย่างมากที่ทำให้ค่าเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงอย่างมีนัยสำคัญเมื่อเทียบกับค่าเงินสกุลต่างในแถบเอเชีย ตัวอย่างใกล้ตัวที่สุดคือเงินบาทที่แข็งค่าอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่การออกมาตรการ QE ตั้งแต่ครั้งแรกจนถึงครั้งที่สามในปัจจุบัน

สัปดาห์ก่อนๆ อเมริกาดูเหมือนจะถอยในสงครามค่าเงินที่กำลังพัวพันในขณะนี้ เพราะทั้งยุโรปและญี่ปุ่นต่างก็ประกาศจะอัดฉีดเงินทุนอย่างไม่อั้นทั้งจำนวนและระยะเวลา แต่ก็เป็นที่ชัดเจนแล้วว่าอเมริกายังไม่ถอยและจะยังคงรุกต่อไป ซึ่งเป็นคำยืนยันจากปากของประธาน Fed หรือธนาคารกลางสหรัฐ (Federal Reserve) ว่าจะยังคงมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้วยการเข้าซื้อตราสารหนี้จำนวน 8.5 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐต่อเดือน ซึ่งเป็นการสยบการถกเถียงก่อนหน้านี้ว่า Fed จะยุติมาตรการ QE ก่อนกำหนดหรือไม่ นอกจากนี้ยังเรียกร้องให้หาทางยับยั้งมาตรการปรับลดงบประมาณรายจ่ายครั้งใหญ่ (ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sequester)

นับว่าเป็นการส่งสัญญาณเพื่อการฟื้นฟูเศรษฐกิจอย่างไม่ลังเลของฟากฝั่งอเมริกา ตลอดจนมหาอำนาจทางเศรษฐกิจอื่นๆ ในปัจจุบัน ซึ่งค่อนข้างชัดเจนว่าไม่มีฝ่ายใด “ถอยตัว” จากสงครามค่าเงินและสงครามเศรษฐกิจในขณะนี้ และยัง “ทุ่มสุดตัว” เพื่อ “เอาตัวรอด” ฟื้นฟูเศรษฐกิจให้ได้โดยเร็วไว โดยไม่สนใจว่าจะสร้างความเดือดร้อนให้กับคนอื่นมากน้อยเพียงใด

เหมือนเป็นการประกาศสงครามไปทั่วว่า “ช้างสาร” กำลังจะชนกับ “หญ้าแพรก” อย่างเรา จึงอย่ามัวทะเลาะกันเอง ต้องหาทางรับมือให้ดี

ข่าวล่าสุด

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล

MEA เตือนมิจฉาชีพปลอมบัตรพนักงาน หลอกคืนเงินมิเตอร์ดิจิทัล