posttoday
ส่องอนาคตเศรษฐกิจเมียนมาร์ส่งออก-เอฟดีไอขับเคลื่อน

ส่องอนาคตเศรษฐกิจเมียนมาร์ส่งออก-เอฟดีไอขับเคลื่อน

05 มีนาคม 2556

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

โดย...ปรียนิจ กุลตั้งเจริญ

ตลอด 1 ปีที่ผ่านมา ประเทศเมียนมาร์ได้เดินหน้าปฏิรูปเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง อีกทั้งยังกำหนดแผนปฏิรูป 5 ปี ที่ตั้งเป้าว่าจะเพิ่มสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมต่อจีดีพีมากขึ้น

โทชิฮิโร คูโบ ทีมนักวิจัยอาวุโส สถาบันพัฒนาเศรษฐกิจ องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยในงานสัมมนา “ความท้าทายของการปฏิรูปเศรษฐกิจในพม่า” ว่า ทีมวิจัยได้ศึกษากลยุทธ์การเติบโตทางเศรษฐกิจของเมียนมาร์ โดยเปรียบเทียบกับเวียดนามเพื่อดูว่าจะสามารถใช้กลยุทธ์ของเวียดนามที่เน้นใช้การส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (เอฟดีไอ) เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจได้หรือไม่

จากการศึกษาพบว่า ในช่วงที่ยังถูกคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจจากต่างชาติ การส่งออกทรัพยากรธรรมชาติในรูปวัตถุดิบ เช่น ก๊าซธรรมชาติ ไม้ แร่ธาตุ เป็นปัจจัยสนับสนุนการขยายตัวของภาคส่งออกของเมียนมาร์ ขณะที่เวียดนามมีอัตราการขยายตัวของการส่งออกสูงกว่าเมียนมาร์ และส่วนใหญ่เป็นการส่งออกสินค้าสำเร็จรูป หรือสินค้าที่ผ่านการเพิ่มมูลค่า เช่น เสื้อผ้าสำเร็จรูป รองเท้า เป็นต้นโดยตลาดหลักของเวียดนามอยู่ที่สหรัฐอเมริกา 20% จีน 11% ญี่ปุ่น 10% ซึ่งถือว่าเป็นการส่งออกไปยังตลาดที่เจริญแล้ว

แต่หลังจากต่างชาติผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร เมียนมาร์ระบุในแผนปฏิรูปเศรษฐกิจ 5 ปี ตั้งแต่ 2554-2559 ว่าจะลดสัดส่วนภาคการเกษตรจาก 36.4% ต่อจีดีพี มาอยู่ที่ 29.2% และเพิ่มสัดส่วนภาคอุตสาหกรรมจาก 26% ต่อจีดีพี เป็น 32.1% และปรับสัดส่วนภาคบริการจาก 37.8% เป็น 38.7%

โดยภาคอุตสาหกรรมสำคัญที่จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในอนาคต คือ อุตสาหกรรมสิ่งทอเครื่องนุ่งห่ม และอุตสาหกรรมผลิตสินค้าไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ทั้งนี้คาดว่าเมียนมาร์จะสามารถส่งออกสิ่งทอและเครื่องนุ่งห่มได้มากขึ้น จากความต้องการของญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และอาเซียน ซึ่งเดิมไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการคว่ำบาตร ขณะเดียวกัน เมื่อสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป (อียู) จัดให้สินค้าเมียนมาร์อยู่ในสถานะสินค้าที่ได้สิทธิพิเศษด้านภาษีศุลกากร (จีเอสพี) ก็จะยิ่งทำให้การส่งออกสินค้า เครื่องนุ่งห่ม เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน รัฐบาลเมียนมาร์ได้บรรจุอุตสาหกรรมส่งออกสินค้ากลุ่มไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ในแผน 5 ปี เป็นสัญญาณว่าจะเข้ามามีส่วนร่วมในเครือข่ายการผลิตของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งการลงทุนเอฟดีไอจะเป็นกุญแจสำคัญสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมนี้ อีกทั้งเป็นตัวเพิ่มมูลค่าให้ภาคการผลิต ทำให้เกิดการจ้างงานด้วย

อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันเอฟดีไอในเมียนมาร์ยังอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งเป็นผลต่อเนื่องจากมาตรการคว่ำบาตรและบรรยากาศที่ไม่เอื้อต่อการลงทุน ส่งผลให้การลงทุนส่วนใหญ่ยังอยู่ในอุตสาหกรรมพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าพลังน้ำ ก๊าซธรรมชาติ

ทั้งนี้ นโยบายการเมืองและเศรษฐกิจใหม่ที่เอื้อต่อการลงทุนของต่างชาติจะช่วยกระจายเอฟดีไอในอุตสาหกรรมอื่นมากขึ้น เปิดโอกาสให้เมียนมาร์มีส่วนร่วมในเศรษฐกิจของภูมิภาคและเศรษฐกิจโลก ซึ่งการเป็นส่วนหนึ่งของเครือข่ายการผลิตในภูมิภาคจะช่วยให้เศรษฐกิจของประเทศเติบโตอย่างรวดเร็ว

ข่าวล่าสุด

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ

IE Fall Risk แอป HealthTech ช่วยลดความเสี่ยงการหกล้มในผู้สูงอายุ