
อุดช่องว่างนักบัญชี
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
หากกล่าวถึงความคืบหน้าของ 7 วิชาชีพเคลื่อนย้ายเสรี พบว่ามีอยู่ 2 วิชาชีพ หนึ่งในนั้นคือ “นักบัญชี” ที่ยังไม่มีข้อตกลงยอมรับร่วมคุณสมบัตินักวิชาชีพ (MRA) ระหว่างประเทศในอาเซียนด้วยกันอย่างเป็นทางการ มีเพียงกรอบความตกลงวางไว้กว้างๆ เท่านั้น
สุพจน์ สิงห์เสน่ห์ ประธานคณะอนุกรรมการเตรียมพร้อมสู่เออีซี สภาวิชาชีพบัญชี กล่าวว่า ภาพรวมของวิชาชีพ ทุกประเทศเห็นด้วยในหลักการว่าต้องการให้มีการเคลื่อนย้ายนักบัญชีเสรี แต่ในทางปฏิบัติจริงยังเป็นไปไม่ได้ เพราะประเทศส่วนใหญ่ติดขัดข้อกฎหมายเดิมของตัวเอง เช่น ฟิลิปปินส์ รัฐธรรมนูญกำหนดให้อาชีพนักบัญชีเป็นอาชีพสงวน ห้ามคนต่างชาติเข้ามาทำ
เช่นเดียวกับไทยที่ยังติดขัดกฎหมายพระราชบัญญัติและกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้องรวม 78 ฉบับ ขณะที่ขั้นตอนการแก้ไขแต่ละฉบับต้องใช้เวลานาน MRA วิชาชีพบัญชีจึงยังไม่สามารถเกิดขึ้นได้เร็วๆ นี้ แต่ละประเทศที่มีความพร้อมแล้วอาจร่วมมือกันเองก่อน เช่น อินโดนีเซียและมาเลเซียได้จับคู่กันอนุญาตให้นักบัญชีของอีกฝ่ายเข้ามาสอบใบอนุญาตและทำงานในประเทศตัวเองได้
สุพจน์ กล่าวถึงความพร้อมของไทยว่า ไทยน่าจะขึ้นชื่อได้ว่ามีนักบัญชีมากที่สุดในอาเซียน ปัจจุบันมีผู้ขึ้นทะเบียนประกอบวิชาชีพบัญชีราว 5.8 หมื่นคน และมีผู้ถือใบอนุญาตเป็นผู้สอบบัญชีรับอนุญาต (CPA) 8,700 คน ขณะที่สถาบันผลิตนักบัญชีทั่วประเทศมีกว่า 300 แห่ง ผลิตออกมาปีละไม่ต่ำกว่า 2 หมื่นคน ดังนั้นในแง่จำนวนถือว่าไทยมีความพร้อม
แต่คำถามใหญ่ที่คาใจสุพจน์ คือ บุคคลที่จบด้านบัญชีเข้ามาขึ้นทะเบียนกับสภาไม่เกินปีละ 2,000 คน หรือมีคนขึ้นทะเบียนปีละไม่ถึง 10% แล้วที่เหลืออีกกว่า 90% หายไปไหน
เบื้องต้นเขาประเมินว่า กว่า 90% ที่เหลือไปเป็นนักบัญชีในบริษัทหรือสำนักงานที่ไม่ใหญ่มากนัก ใช้เพียงวุฒิพาณิชยศาสตรบัณฑิตในการสมัครงาน ส่วนหนึ่งจึงไม่เห็นความจำเป็นในการขึ้นทะเบียน การพัฒนาทักษะของตัวเองไปจนถึงการสอบ CPA
ขณะที่กลุ่มไม่ถึง 10% ส่วนใหญ่ทำงานกับบริษัทบัญชีข้ามชาติขนาดใหญ่ในไทย ได้แก่ เคพีเอ็มจี ไพร้ซ วอเตอร์เฮาส์ คูเปอร์ส ดีลอยท์ และเอินส์ท แอนด์ ยัง จึงมีประสบการณ์พร้อมสู่ต่างประเทศมากกว่า
“เมื่อรวมตัวเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนและมีการเคลื่อนย้ายเสรีอย่างแท้จริง นักบัญชี 10% จะยิ่งไขว่คว้าโอกาสโตไปสู่ต่างประเทศ หรือทำงานกับชาวต่างชาติในประเทศไทย ได้ความรู้และประสบการณ์ใหม่ๆ ต่อเนื่อง ขณะที่อีก 90% ซึ่งขาดทักษะจะยิ่งถูกกดให้อยู่ข้างล่าง มาตรฐาน โอกาส และความสามารถของบุคลากร ยังคงกระจุกอยู่กับกลุ่มคนไม่ถึง 10% ที่ขึ้นทะเบียน น่ากังวลว่าช่องว่างระหว่างคน 10% และ 90% จะยิ่งห่างออกไปจากปัจจุบัน”
ปัญหาช่องว่างดังกล่าว กลายเป็นวาระสำคัญของสภาวิชาชีพบัญชีที่ต้องเร่งจัดการ เริ่มจากปรับทัศนคติและให้ความรู้แก่นักบัญชีเกี่ยวกับเรื่องความเปลี่ยนแปลงของวิชาชีพในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยจัดอบรมทั้งหมด 8 ครั้ง เริ่มครั้งแรกวันที่ 16 พ.ค.นี้
ช่วงปลายปีนี้ สภาจะเปิดหลักสูตรประกาศนียบัตรพิเศษนักบัญชี 1 ปี เพื่อยกระดับให้แก่ผู้ที่จบบัญชี แต่ขาดทักษะบัญชีขั้นสูง เบื้องต้นจะรับสมัครผู้เรียน 60 คน และระหว่างเรียนจะจัดโรดโชว์ไปยังสถานประกอบการ เพื่อยืนยันคุณภาพของผู้จบหลักสูตรดังกล่าว และให้บริษัทชั้นนำได้มาเลือกคนกลุ่มนี้เข้าทำงาน
อีกหนึ่งภารกิจ คือ จะจัดหลักสูตรภาษาอังกฤษขั้นพื้นฐานและขั้นกลาง ช่วงหลังเลิกงานโดยจะเริ่มกิจกรรมในปลายปีนี้
พร้อมกันนี้ สภายังพยายามสร้างมาตรฐานของสำนักงานบัญชีขนาดเล็กให้สูงขึ้น โดยปีที่ผ่านมาได้ร่วมกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ตั้งสำนักงานสอบบัญชีคุณภาพ เพื่อตรวจสอบคุณภาพ และออกใบรับรองให้แก่สำนักงานบัญชี
นอกจากนี้ ยังมีแผนพาสำนักงานบัญชีไปดูงานในอาเซียน โดยปีที่ผ่านมาไปดูงานที่เมียนมาร์
สุพจน์ บอกว่า กลุ่มนักบัญชีที่มีโอกาสในอาเซียนอย่างเป็นรูปธรรมที่สุด คือกลุ่มผู้สอบบัญชี เนื่องจากเป็นสาขาที่มีการสอบมาตรฐานอย่างชัดเจนทั้งในไทยและต่างประเทศ จึงสามารถมั่นใจคุณภาพของผู้ที่ทำงานข้ามแดนได้ อย่างไรก็ตาม การสอบใบอนุญาตในแต่ละประเทศยังต้องสอบเป็นภาษาของประเทศนั้นๆ ในไทยเองมีการสอบ 7 ส่วน ขณะนี้ทุกส่วนยังสอบเป็นภาษาไทยทั้งหมด
ทั้งนี้ ผู้ประกอบวิชาชีพจะรอสภาหรือภาครัฐมาช่วยอย่างเดียวไม่ได้ เพราะถ้าผู้ประกอบวิชาชีพไม่ปรับทัศนคติและพัฒนาตัวเองด้วย ความช่วยเหลือก็จะไม่เกิดผลใดๆ สุดท้ายต้องเลือกว่าอยากจะ “ขี่กระแส” ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ก้าวไปข้างหน้าหรือไม่







