
อย่าทิ้งธรรมเนียมไทย
กว่าจะฟูมฟักธุรกิจจนกลายเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก ที่มีฐานการผลิตใหญ่ในเมืองไทย เย็บ ซู ชวน เจ้าของธุรกิจ อาปิโก ไฮเทค ต้องล้มและลุกหลายต่อหลายครั้ง ฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง วิกฤตการเมืองของไทย และล่าสุดมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554
กว่าจะฟูมฟักธุรกิจจนกลายเป็นผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ระดับโลก ที่มีฐานการผลิตใหญ่ในเมืองไทย เย็บ ซู ชวน เจ้าของธุรกิจ อาปิโก ไฮเทค ต้องล้มและลุกหลายต่อหลายครั้ง ฝ่าฟันวิกฤตเศรษฐกิจต้มยำกุ้ง วิกฤตการเมืองของไทย และล่าสุดมหาอุทกภัยเมื่อปี 2554
แต่เขาก็ยังพูดชัดเจนด้วยประกายความเชื่อมั่นในแววตาว่า ทุกครั้งที่ไทยเจอวิกฤต ไทยกลับมายิ่งใหญ่กว่าเดิมทุกครั้ง และนี่ก็เป็นเหตุผลสำคัญที่เขายังเชื่อมั่นการลงทุนในเมืองไทย
การเริ่มต้นทำธุรกิจในประเทศไทยเมื่อเกือบ 30 ปีก่อน เป็นเรื่องยากมากๆ สำหรับนักธุรกิจชาวมาเลย์คนนี้ เพราะเขาไม่เข้าใจภาษาไทยเลย แต่เอกสารธุรกิจทุกอย่างกลับใช้ภาษาไทย
จนถึงตอนนี้ หากมองในแง่การทำธุรกิจ เย็บยังคิดว่า ไทยเป็นประเทศที่ต้องเซ็นเอกสารมากที่สุดในโลกเลยก็ว่าได้ แต่เขาก็สามารถฝ่าฟันอุปสรรคต่างๆ มาได้ เพราะได้ลูกน้องดีและเพื่อนดี
“ทำธุรกิจในเมืองไทยมีเงินอย่างเดียวไม่ได้หรอก ต้องมีเพื่อนมากๆ เพื่อนดีๆ ต้องช่วยเหลือกันและกัน โดยเฉพาะตอนน้ำท่วม เห็นได้ชัดเลยว่า ถ้าเราไม่มีเพื่อน เราจะทำอะไรไม่ได้เลย”
จากประสบการณ์การเป็นเจ้านายของพนักงานชาวไทยกว่า 5,000 คน มานานเกือบ 3 ทศวรรษ ทำให้เย็บมีมุมมองต่อคนไทยอย่างลึกซึ้ง ซึ่งบางเรื่องก็เป็นสิ่งที่คนไทยด้วยกันเองเคยชินจนมองข้ามสิ่งเหล่านั้นไปแล้ว
เย็บอาจเหมือนชาวต่างชาติอีกจำนวนมากที่มองว่า คนไทยเป็นคนสบายๆ แต่เขากลับมองลึกลงไปอีกว่า หากคนไทยมีผู้นำที่ดี ซึ่งในที่นี้เขาหมายถึง ผู้จัดการของบริษัทที่รู้จักกระตุ้นลูกน้องคนไทยให้ถูกจุดแล้วละก็ คนไทยสามารถทำอะไรก็ได้ คนไทยเป็นคนฉลาด ถ้ากระตุ้นในทางที่ดีก็จะเป็นคนดีมากๆ แต่ถ้ากระตุ้นในทางที่ผิดก็จะแย่เหมือนกัน
แม้จะเข้าใจคนไทยมากในระดับหนึ่งแล้ว แต่เหตุการณ์อุทกภัยครั้งใหญ่ที่จมโรงงานของเย็บที่อยุธยา สร้างความเสียหายมหาศาลให้กับเขา ก็ช่วยเปิดมุมมองใหม่ที่มีต่อคนไทยให้กับเย็บเพิ่มขึ้น อีกทั้งยังทำให้เขาเปลี่ยนวิธีบริหารงานไปอย่างสิ้นเชิง เพราะเขาบอกว่าสมัยก่อนเขาเข้าโรงงานแทบทุกวัน ต้องลงไปดูแลงานทุกอย่าง แต่สมัยนี้เขาเข้าโรงงานน้อยมากๆ แถมยังให้อิสระกับผู้บริหารระดับสูงชาวไทยในการตัดสินใจต่างๆ มากขึ้น เพราะเห็นแล้วว่าตอนน้ำท่วมยังทำได้ แล้วตอนนี้สถานการณ์ปกติ ทำไมจะทำงานเองไม่ได้
“เราต้องให้อิสระกับคนไทย คนไทยทำได้ทุกอย่าง ตอนน้ำท่วม ผู้บริหารต่างชาติของหลายบริษัททำอะไรไม่ถูกเลย กลัวไปหมด แต่ลูกน้องชาวไทยนี่แหละทำทุกอย่าง ไปงมเครื่องจักรขึ้นมา ประสานงานกับหน่วยงานราชการ จัดการเรื่องต่างๆ ได้หมด”
ส่วนตัวเขาเอง ก็หันมาคิดด้านยุทธศาสตร์ธุรกิจและช่วยเหลือสังคมมากขึ้น อีกทั้งยังมารับบทบาทครู เพราะเขาชอบงานสอน ชอบถ่ายทอดความคิดของตัวเองให้คนอื่นได้รู้ ซึ่งตอนนี้เขาเป็นอาจารย์พิเศษของมหาวิทยาลัยหลายแห่ง เป็นวิทยากรของงานสัมมนาอีกมากมาย หากสามารถจัดสรรเวลาได้ ก็พร้อมจะถ่ายทอดประสบการณ์ให้คนอื่นเสมอ
เมื่อถามถึงความประทับใจต่อคนไทยและประเทศไทย ผู้บริหารคนนี้บอกว่า ผมว่าวัฒนธรรมและธรรมเนียมไทยเป็นสิ่งที่ดีและน่ารักมากๆ โดยเฉพาะคนไทยรักพ่อแม่ นับถือพ่อแม่ ดูแลผู้สูงอายุ เป็นสิ่งที่คนไทยควรจะรักษาไว้
“ผมกลัวธรรมเนียมไทยน่ารักๆ แบบนี้จะหายไป”







