
ขอเวลาคิดขอเวลาทำตามความฝันผม
ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่มักจะพบปัญหาเหมือนๆ กัน คือ “ไม่มีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่มีเวลาเดินตามความฝัน”...คุณอยากรู้ไหมว่าเมื่อไหร่คนเราจะพร้อมที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง เพราะพูดก็พูดเถอะ ผมว่าเราทุกคนมีความฝันของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ แต่เอาเข้าจริง พอยิ่งโตยิ่งเดินไกลออกไปจากความฝัน โดยมีข้ออ้างที่ว่าต้องทำหน้าที่ ทำงานก็ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว
ผมเชื่อว่าทุกวันนี้ คนส่วนใหญ่มักจะพบปัญหาเหมือนๆ กัน คือ “ไม่มีเวลาทำในสิ่งที่อยากทำ ไม่มีเวลาเดินตามความฝัน”...คุณอยากรู้ไหมว่าเมื่อไหร่คนเราจะพร้อมที่จะเดินตามความฝันของตัวเอง เพราะพูดก็พูดเถอะ ผมว่าเราทุกคนมีความฝันของตัวเองตั้งแต่เด็กๆ แต่เอาเข้าจริง พอยิ่งโตยิ่งเดินไกลออกไปจากความฝัน โดยมีข้ออ้างที่ว่าต้องทำหน้าที่ ทำงานก็ไม่มีเวลาทำอย่างอื่นแล้ว
“ขายวิญญาณ ขายอนาคต ให้กับองค์กรที่จ้างเรา”
ฟังดูแรงนะกับการขายวิญญาณและอนาคต...ให้กับคนที่จ้าง หรือให้งานแก่เรา...วันนี้เราเดินตามความฝัน “หมื่นห้าพันบาท ตามค่าจ้างขั้นต่ำที่รัฐบาลประกาศ”...ประเด็นนี้คงเท่มาก หากเงินเดือนนี้เราได้ในสมัยต้นๆ ของกรุงรัตนโกสินทร์ แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ค่าเงินก็ยิ่งลดลง ...“คำถามคือ วันนี้หมื่นห้า ทำอะไรได้บ้าง” – ค่าเช่าบ้าน ค่าเดินทาง ค่าอาหาร ค่าเสื้อผ้า ค่ากาแฟ และล่าสุดหนี้ผ่อนรถยนต์คันแรกตามนโยบายรัฐบาล (อันนี้ยังไม่รวมพลาสติกมหัศจรรย์ที่ใส่พานให้เราใช้ตั้งแต่เริ่มได้เงินเดือนกันเลยทีเดียว แล้วเดี๋ยวนี้ภายหลังการประกาศยกค่าแรงขั้นต่ำทั่วประเทศที่ไม่ได้ทำให้ใครรวยขึ้น นอกจากบริษัทใหญ่ๆ ก็ส่งผลให้มนุษย์เงินเดือนเกือบทุกคนสามารถมีบัตรเครดิตได้ – ถามว่าใครจะไม่มีล่ะ เดี๋ยวขอไปรูด iPhone 5s ก่อนนะ ...รูดก่อน เดี๋ยวค่อยผ่อนหัวโตทีหลัง) ...เอ่อ!! แค่นี้ก็ไม่พออีโก้เราแล้วจริงป่ะ
“อยากได้เงินเดือนที่สูงขึ้น ควรทำงานให้หนักขึ้นอย่างไร”
ผิด!! แค่คำถามก็ผิดแล้ว...ใครในประเทศนี้ รวยจากค่าจ้างบ้าง ...คุณรู้ไหมว่าคนทั้งประเทศมีคนจ่ายภาษีสูงสุดที่ 38% อยู่ไม่กี่หมื่นคน จากประชากร 70 ล้านคน นั่นแปลว่าสถิติมันบอกเป็นนัยๆ ว่า ใครก็ตามที่เอาค่าจ้างเป็นเป้าหมายในการทำงาน ก็เท่ากับว่าเขาปิดประตูตัวเองสู่โอกาสแห่งการสร้างตัว
เอาใหม่...วันนี้หากให้หยุดคิด ผมเชื่อว่าทุกคนกำลังเหนื่อย หมดหวัง หยุดฝัน เพราะรู้ว่าสิ่งที่เคยหวังๆ ไว้ในวัยเด็ก มันไม่สามารถทำได้จริงในปัจจุบัน...แต่หยุดก่อน หากผมจะแย้งคุณว่า จริงๆ แล้วที่คุณคิดอยู่มันผิดล่ะ – แท้จริงแล้ว เราทุกคนสามารถทำตามความฝัน เราทุกคนสามารถมีโอกาสรวยได้ สำเร็จได้ และมีเวลามากมายเดินตามสิ่งที่เราอยากจะทำ และชีวิตที่เราเลือก
“ไม่ได้โม้”...ทั้งหมดเริ่มจากการตั้งโจทย์ในการเดินทางที่ถูกต้อง
หนึ่ง เริ่มจากการตั้งโจทย์ที่แตกต่าง อย่างแรก “เรียน” ...คนส่วนมากตั้งโจทย์เรียนให้เก่ง ให้คุณตั้งโจทย์ใหม่ว่า “เรียนให้กว้าง แค่เรียนให้จบเป็นพอ”...เรียนให้กว้างคือ เรียนทำกิจกรรม เรียนรู้ที่อยากจะเรียนให้มากที่สุด...คุณรู้ไหมว่าช่วงเวลาในการก่อตั้งธุรกิจที่ปลอดภัยที่สุด ก็ตอนที่เราเป็นนักศึกษานี่เอง เพราะระหว่างเราเรียน เราอยู่ร่วมกับคนที่หลากหลาย แถมเรายังมีสถาบันการศึกษาและพ่อแม่ ที่ยังให้การสนับสนุน ...แล้วคุณรู้ไหมว่า Google จริงๆ เริ่มสร้างตอนที่เจ้าของยังเรียนในมหาวิทยาลัย Stanford และ Google ก็เป็นหนึ่งในวิทยานิพนธ์ของนักศึกษา ... ทั้งหมดคือฝันของเด็กนักศึกษาสองคน Larry Pages & Sergey Brin ที่ Run ฝันตัวเอง และอัดให้สุดในขณะที่ความเสี่ยงน้อยที่สุด ...ถ้า Google Project ไม่สำเร็จ ก็แค่กลับไปเรียนต่อ ไม่เห็นยากเลย
สอง งานที่ทำ “แตกต่างอย่างไรกับที่มีอยู่เดิม”...อย่าพยายามเป็นคนที่เก่งที่สุด เพราะทุกที่มีคนเก่งกว่าคุณเสมอ การเล่นในเกมของคนอื่นยากที่เราจะได้เปรียบ ด้วยประสบการณ์ที่อ่อนกว่า มันแทบไม่มีโอกาสชนะเลย...ทางเลือกที่ดีคือ “กำหนดเกมของเราขึ้นมา”...ถ้าเราเก่งการยิงธนู เราก็ต้องสร้าง “ธนู Fever” ให้เกิดขึ้น แล้วเมื่อใดก็ตามที่คนอื่นอยากมาแข่งธนู เขาก็อยู่ในเกมที่เราสร้างขึ้น...แทนที่จะไปเล่นในเกมที่คนอื่นสร้าง เงินเดือนต่ำ งานหนัก เก็บเงิน...ให้เราสร้างเกมในแบบที่เราถนัด...งานที่ชอบ ทำอย่างมุ่งมั่น และทำให้ดีที่สุด
เชื่อผมเถอะว่าอนาคตคุณจะเป็นอย่างไร มันเริ่มจากการ “วางแผน” ตั้งแต่ก้าวแรกสู่อาชีพเลย...ถ้าให้แนะนำส่วนตัว ผมขอแนะนำว่า ขั้นแรก อย่าเพิ่งสร้างหนี้...เพราะมันจะทำให้คุณเครียด มึนตึ้บ...ดังนั้นก้าวแรกต้องคิดให้มาก ใช้จ่ายให้น้อย มองหาโอกาสให้มาก... ระหว่างที่หาโอกาส ลองฝึกเก็บเงิน แล้วเอาเงินนั้นเปลี่ยนเป็น Asset เช่น หุ้นปันผล แล้วเก็บเอาไว้ – เมื่อมุมมองการเริ่มต้นอาชีพเริ่มชัด คุณจะเรียนรู้อะไรเพิ่มจาก “ความประหยัด – การลงทุน – และการวางแผน” ...ลองดู เอาใจช่วยครับ!!







